เคยไหม? ในหัวเอาแต่คิดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ทั้งที่ผ่านไปนานแล้ว และบางครั้งก็คิดมากเกี่ยวกับอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น
ทุกคนคงรู้จักกับภาวะของการ ‘คิดมาก (Overthink)’ กันอยู่แล้ว ภาวะนี้มักทำให้ตัวเราจมปลักอยู่กับความคิด ปัญหา หรือการตัดสินใจในเรื่องเดิม ๆ ที่เคยพลาดไป เพราะมีความคิดที่ว่า ‘ถ้าคิดใหม่อีกรอบน่าจะแก้ปัญหาได้’ จนทำให้ตัวเราติดอยู่กับกำแพงขนาดใหญ่ที่ไปไหนไม่รอด ซึ่งกุญแจสำคัญที่จะมาช่วยปล่อยเราออกไปคือ ‘ความชัดเจน’ ในสิ่งที่เราสงสัยหรือกังวลนั่นเอง
แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะมีคำตอบตายตัว และทำให้หัวของเราผ่อนคลายได้ มันเลยทำให้บางครั้งเราไม่สามารถปล่อยวางกับเรื่องบางเรื่อง ถึงแม้จะผ่านมานานแล้ว เพราะตัวเรายังรู้สึกว่า ‘มีบางอย่างยังไม่เสร็จ หรือยังไม่ได้แก้ไข’ อยู่ ทำให้การคิดวนไปมาจึงทำให้เรารู้สึกปลอดภัยกว่าการเผชิญหน้ากับอารมณ์นั้นจริง ๆ ซึ่งการคิดบ่อย ๆ นี้เอง ส่งผลเสียที่ตามมาหลายอย่าง เช่น
เป็นคนที่เครียดตลอดเวลา เพราะการคิดมากบ่อย ๆ ทำให้ขอบเขตของความเครียด และความวิตกกังวลให้ใหญ่ขึ้น ทำให้รู้สึกเครียดตลอดเวลา
แก้ปัญหาได้ช้าลง ถึงแม้การคิดอย่างรอบคอบจะช่วยให้ติดสินใจได้ดีขึ้น แต่การคิดมากกลับทำให้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาลดลง เนื่องจากมีพลังงานน้อย และรู้สึกเหนื่อยง่าย
รู้สึกไม่มีความมั่นใจในตัวเอง เพราะการจดจ่ออยู่กับความผิดพลาดเดิมบ่อย ๆ จะมีความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอหรือสงสัยในสิ่งที่ตัวเองทำ
มองหน้าคนรอบข้างไม่ติด เพราะคิดไปเอง เมื่อคิดมากเกินไป อาจทำให้การตีความคำพูดของคนรอบข้างผิดไปด้วย เช่น คิดเองว่าเป็นคำพูดเชิงลบ ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์มีความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น
ถึงการคิดมาก (Overthink) จะเป็นสัญญาณเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยง แต่ในความเป็นจริง หากเราควบคุมมันได้ถูกจุด และถูกวิธี อาการคิดมาก (Overthink) นี้สามารถเปลี่ยนให้เป็นพลังพิเศษได้อย่างที่คาดไม่ถึงเช่นเดียวกัน
บทความจาก Forbes ชี้ว่า “ภาวะการคิดมาก (Overthink) เป็นวิธีการที่สมองที่ใช้ควบคุมความไม่แน่นอน และถูกวิวัฒนาการมาเป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอด แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ควบคุมให้ถูกวิธีความคิดเหล่านี้ก็สามารถทำลายความสงบทางใจได้เช่นเดียวกัน”
เพราะฉะนั้นการคิดมาก (Overthink) ไม่ได้เกิดจากจิตใจบกพร่อง แต่เป็นเพราะว่ามันกำลังทำงานหนักเกินไป ซึ่งหากเราเข้าใจว่ามันทำงานหนักเกินไปอย่างไร ก็จะทำให้เราสามรถควบคุมมันได้นั่นเอง
ก่อนจะไปรู้จักวิธีควบคุม ลองเช็คตัวเองก่อนว่า เราเป็นคนคิดมาก (Overthink) ประเภทไหน ใน 3 คาแรคเตอร์นี้
- นักแก้ปัญหา (The Fixer) ผู้ที่ชอบนึกเรื่องเดิมซ้ำ เพื่อหาข้อผิดพลาด และหลีกเลี่ยงการทำเหมือนเดิม หรือเป็นคนที่มีความกะตือรือร้นในการคิด
- นักกังวล (The Worrier) ผู้ที่ชอบซ้อมเตรียมพร้อมกับสถานการณ์เลวร้ายที่ยังมาไม่ถึง หรือเป็นคนที่ใส่ใจในรายละเอียด
- นักวิเคราะห์ (The Overanalyzer) ผู้ที่วิเคราะห์ทางเลือกทุกทางอย่างละเอียดก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ หรือเป็นคนที่มีวิธีการคิดที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่ผิวเผิน
ทั้ง 3 คาแรคเตอร์เหล่านี้ จะมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่ต่างกัน ดังนั้นถ้าเรารู้ว่าเราเป็นคนคิดมาก (Overthink) ประเภทไหน ก็จะช่วยกำหนดทิศทาง เพื่อเปลี่ยน ‘ความคิดมาก (Overthink)’ ให้กลายเป็น ‘การคิดอย่างสร้างสรรค์’ ได้
3 วิธีเปลี่ยนจากคนที่ชอบ 'คิดวน' ให้เป็นคน 'คิดเป็น'
1. เลิกแบกความเครียดไว้ให้หนักสมอง แล้วลองเขียนออกมากองไว้ในสมุด
วิธีแรกเป็นการแยกตัวเองออกจากความคิด ด้วยการเอาสิ่งที่คิดในหัวให้ออกมาวางไว้ข้างนอก เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น เช่น เอาเรื่องที่กังวล หรือคิดมาก (Overthink) ออกมาเขียนในสมุด เพื่อให้เราหาคำตอบได้ตรงจุดว่า ‘ปัญหานี้เราต้องการอะไร?’ หรือ ‘สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้มีอะไรบ้าง?’
พอใช้วิธีนี้ จะช่วยสร้างระยะห่างระหว่างความคิดกับตัวเรามากยิ่งขึ้น ทำให้เรามองปัญหาเป็นเพียงเรื่องที่ ‘ต้องจัดการ’ มากกว่าจะเป็นคำสั่งที่ ‘ต้องทำตาม’ นั่นเอง
เช่น ถ้ามีการสัมภาษณ์ในวันพรุ่งนี้แล้วรู้สึกกังวลจนนอนไม่หลับ แทนที่จะปล่อยความกลัวให้อยู่ในหัว เปลี่ยนเป็นเขียนสิ่งที่กังวลออกมาในสมุด เพื่อให้เห็นชัดว่ากลัวเพราะยังไม่ได้เตรียมจุดไหน ความกลัวนั้นจะถูกเปลี่ยนเป็นการลงมือทำเพื่อแก้ปัญหาได้จริง
2. หยุดตั้งคำถาม ‘ถ้าเกิดว่า…’ แล้วเปลี่ยนเป็น ‘แล้วยังไงต่อ…’ เพื่อวางแผนรับมือ
หนึ่งเรื่องสำคัญที่ทำให้เราตั้งคำถามไม่รู้จบ หรือภาพสถานการณ์ที่จำลองขึ้นมายังฉายอยู่ซ้ำ ๆ ในหัว เป็นเพราะเรื่องที่ค้างคา มันยังไม่หายไป และคอยกวนใจเราอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากลองเปลี่ยนวิธีคิดจาก ‘ถ้าเราทำมันพลาดล่ะ?’ เป็น ‘ถ้าทำพลาดแล้วเราจะรับมือยังไง?’
การตั้งคำถามถึงการแก้ปัญหาล่วงหน้า จะช่วยให้สมองหลุดพ้นจากการสร้างภาพซ้ำ ๆ แล้วเปลี่ยนมาโฟกัสที่การค้นหาคำตอบเพื่อก้าวข้ามความกลัวแทน เพราะสุดท้ายการตัดสินใจที่ดีที่สุด ไม่ได้เกิดจากการรอให้ทุกอย่างชัดเจน แต่มาจากความกล้าก้าวข้ามปัญหาเพื่อไปข้างหน้า
เช่น ก่อนพรีเซนต์งาน ลองเปลี่ยนจากความคิดที่ว่า ‘ถ้าโดนจี้ถามแล้วตอบไม่ได้ล่ะ?’ เป็น ‘ถ้าถูกจี้ถาม แล้วเราจะรับมือยังไง?’ เมื่อเปลี่ยนวิธีคิดก็จะทำให้เริ่มเตรียมสคริปต์สำรอง และซ้อมรับมือไว้ล่วงหน้า ทำให้ความคิดมาก (Overthink) ค่อย ๆ เบาลง
3. เปลี่ยนความคิด ‘ฟุ้งซ่าน’ ให้เป็นการ ‘วางแผนล่วงหน้า’
การคิดมาก (Overthink) เป็นอันตรายถ้ามันวนอยู่กับความกลัวเดิม ๆ แต่มันจะมีพลังมากเมื่อถูกใช้เพื่อมองไปข้างหน้า ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ การสำรวจตัวเองให้ชัดเจนว่าสิ่งที่เราคิดอยู่ในตอนนี้ เป็นประโยชน์กับเรามากน้อยแค่ไหน เช่น ลองตั้งคำถามว่า การสร้างสถานการณ์นี้ในหัวช่วยให้เตรียมตัวรับมือได้ดีขึ้น หรือแค่คิดเพื่อกดดันตัวเอง
ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองจากการพยายามควบคุมทุกอย่างให้ออกมาดี เป็นการทำความเข้าใจและยอมรับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ก็จะช่วยเปลี่ยนการคิดมาก (Overthink) ให้กลายเป็นการคาดการณ์ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
เช่น ก่อนขายงานกับลูกค้า เราอาจเผลอสร้างสถานการณ์แย่ ๆ ไว้ในหัว จนทำให้รู้สึกกลัว ดังนั้นลองถามตัวเองว่า ภาพที่คิดอยู่ตอนนี้ช่วยให้เราเตรียมคำพูดและรับมือได้ดีขึ้น หรือแค่ทำให้เรากดดันตัวเองจนไม่กล้าเริ่มต้น
สุดท้ายนี้ทุกคนมีวิธีในการรับมือความคิดมาก (Overthink) ที่แตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญคือต้องรู้ก่อนว่า เราเป็นคนคิดมากประเภทไหน, เราคิดมากเรื่องอะไร รวมถึงเราต้องการคำตอบแบบไหน และนำความคิดเหล่านี้ออกมาเขียน, จด หรือคาดการณ์อนาคตให้ดียิ่งขึ้น
แปล เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี
ที่มา
- 3 Ways To Use ‘Overthinking’ As A Superpower, By A Psychologist
- The Hidden Side Effects of Overthinking You Should Be Aware Of