ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากพรสวรรค์อย่างเดียวจริงไหม?
เคยเป็นเหมือนกันไหม เวลาเจอโจทย์การทำงานที่ต้องการให้เราคิดใหม่ ทำไมเรามักคิดอะไรไม่ออก ต่อยอดไม่ค่อยได้ หาไอเดียใหม่ไม่ค่อยเจอ แต่ในอีกมุมก็มีคนที่สามารถต่อยอดไอเดีย และคิดเรื่องใหม่ ๆ ได้เสมอ จนบางครั้งมันทำให้เราคิดว่า หรือจริง ๆ แล้วมันเป็นเพราะว่าเราไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้หรือเปล่า?
ใครที่มีความรู้สึกนี้ คงแอบคิดในใจว่า ‘ความคิดสร้างสรรค์’ มันเกิดจากพรสวรรค์ที่มีเฉพาะแค่กับคนบางคนเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงความคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้เกิดมาจากพรสวรรค์เสมอไป แต่มันสามารถเกิดขึ้นได้จากการ ‘ฝึกฝน’ และ ‘ดูแล’ อย่างมีวินัย ไม่ต่างจากการดูแลสุขภาพ และถ้าเรายิ่งฝึกมากเท่าไหร่ ความคิดสร้างสรรค์ในหัวของเราก็จะยิ่งมากขึ้นตามมา
แล้วจะฝึกฝนในการคิดได้ยังไง หรือควรเริ่มจากตรงไหน? บทความนี้เราจะพามาดู 5 วิธีฝึกสร้างความคิดสร้างสรรค์ยังไง ให้เหมือนดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน จากแนวคิดของหนังสือ Daily Creative: The 5-Minute Habit to Rewire Your Brain
1. คนที่คิดสร้างสรรค์ได้มากกว่า ไม่ใช่คนที่เก่งกว่า แต่คือคนที่ฝึกบ่อยกว่า
ความเชื่อและความยึดติดว่าเราคิดไม่ได้ คืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดที่ขวางเราอยู่ เพราะในความเป็นจริงทุกคนบนโลกนี้ไม่มีใครที่ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ เพียงแต่มันยังไม่ถูกเอามาใช้งานเท่านั้นเอง
หลายคนที่คิดว่า ‘เราไม่มีความคิดสร้างสรรค์’ เพราะมัวแต่ยึดติดกับกรอบความคิด (Fixed Mindset) ที่ทำให้ไม่กล้าคิด ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต เช่น เคยถูกตำหนิ เคยทำให้รู้สึกอาย หรือเคยถูกเปรียบเทียบ นั่นทำให้คนเหล่านี้ไม่กล้าที่จะคิดสร้างสรรค์อีก เพราะกลัวเจอสถานการณ์แบบเดิมอีก เมื่อความคิดนี้ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้ความคิดสร้างสรรค์ในตัวอาจค่อย ๆ หายไปโดยไม่รู้ตัวได้
บทความจาก Fast Company บอกว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะพื้นฐานที่ ‘ทุกคน’ มีอยู่แล้วตั้งแต่เกิด แต่คนที่สามารถคิดสร้างสรรค์ได้มากกว่า คือคนที่ฝึกฝนมันบ่อยกว่า
ถ้ายังสงสัยว่าฝึกแล้วจะคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้นยังไง อยากให้ทุกคนลองคิดตามว่า ‘ความคิดในหัว’ ก็เป็นเหมือน ‘กล้ามเนื้อบนตัว’ เช่นว่า ร่างกายของเราจะแข็งแรงขึ้น ก็ต่อเมื่อเราออกกำลังกาย ในกรณีนี้ก็เหมือนกัน เราจะคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้น ก็ต่อเมื่อเราฝึกคิดบ่อย ๆ สังเกตเยอะ ๆ ก็จะทำให้เราคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้นนั่นเอง
เช่น จากปกติที่เรามัวแต่นั่งทำงานในร้านกาแฟแบบไม่สนใจอะไร ลองใช้เวลา 5-10 นาทีในการสังเกตความเป็นไปของคนอื่น ๆ ว่าเขาคุยเรื่องอะไร มีพฤติกรรมแบบไหน เพราะรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของไอเดียใหม่ ๆ ในการทำงานของเราได้เหมือนกัน เมื่อเราฝึกคิดเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะทำให้ความคิดสร้างสรรค์ของเราเพิ่มมากขึ้นด้วย
2. ไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องใหญ่ เพราะเรื่องเล็ก ๆ ที่คิดได้ ก็มีความหมายไม่แพ้กัน
ใครหลายคนชอบคิดว่า ความคิดสร้างสรรค์ ต้องเป็นความคิดที่แตกต่าง และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่โต แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่ เพราะความคิดสร้างสรรค์คือการฝึกสะสมจากเรื่องเล็ก ๆ อย่างสม่ำเสมอไปเรื่อย ๆ
เช่น การตั้งคำถามในชีวิตประจำวัน, การสังเกตมากกว่าเดิม, การหาวิธีแก้ปัญหาในแบบใหม่ ๆ เรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวันเหล่านี้ เมื่อเราเริ่มเปลี่ยนมุมมองให้มันมากขึ้น มันก็เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เราคิดสร้างสรรค์ได้หลากหลายมิติกว่าเดิม
ดังนั้น การลงมือทำ หรือคิดสร้างสรรค์ในเรื่องเล็ก ๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน เมื่อเรากล้าคิดแบบที่ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกหรือผิด มันจะช่วยให้เราเลิกยึดกับกรอบความคิดแบบเดิม ๆ ที่เราเคยชิน และเปิดรับมุมมองใหม่ ๆ ได้มากขึ้น
ถึงบางครั้งเราอาจจะรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันอาจจะยังไม่ได้ดี แต่จงรู้ไว้ว่าแค่การลงมือทำ ก็ถือว่าดีแล้ว เพราะอย่างน้อยเราได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ เห็นสิ่งที่ไม่เคยลอง และได้เรียนรู้จากการทำสิ่งใหม่มากกว่าเดิม
เพราะสิ่งสำคัญที่สุดของความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่การทำให้มากขึ้น หรือทำให้สมบูรณ์ตั้งแต่แรก แต่คือการลงมือทำบ่อย ๆ และเปิดรับสิ่งใหม่เรื่อย ๆ ต่างหาก
3. เพราะการฝึกคิดสร้างสรรค์ ก็ไม่ต่างอะไรจากการฝึกนั่งทำสมาธิ
อีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ คือความคิดสร้างสรรค์เป็นเหมือนการทำ ‘สมาธิ’ ให้เราได้ด้วยเหมือนกัน เพราะความคิดสร้างสรรค์จะทำเรารู้สึกสงบมากขึ้น มีสติมากขึ้น และควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น รวมถึงกดดันน้อยลง
นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ว่า การคิด หรือการทำกิจกรรมที่มีความคิดสร้างสรรค์ ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการคิด การตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ และช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวลของเราให้น้อยลงด้วย แถมการทำเรื่องพวกนี้บ่อย ๆ มันยังช่วยให้เรามีความจำที่ดีขึ้น และลดความเสี่ยงของการเป็นโรคสมองเสื่อมของเราได้ด้วย!
ดังนั้นความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้แค่ช่วยให้เราสงบขึ้น ควบคุมให้ดีขึ้น แต่มันยังเป็นสิ่งที่ทำให้เราช่วยพัฒนาสมองให้คิด ได้วิเคราะห์ ได้ใช้ตลอดเวลา ยิ่งเราใช้สมองในการคิดสร้างสรรค์มากขึ้นเท่าไหร่ ความแข็งแรงของการตัดสินใจ และผลลัพธ์ของงานเราก็จะยิ่งดีขึ้นตามมาด้วย
4. อยากคิดให้แตกต่าง ต้องเลิกยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ
ความสมบูรณ์คือหนึ่งในสิ่งที่ ทำให้เราเครียด หมดพลัง และไม่มีความสุข หลายครั้งที่เราให้ความสำคัญกับความสมบูรณ์แบบของผลงาน ตัวงานมากเกินไป มันเหมือนเป็นกรอบที่ทำให้เราคิดสร้างสรรค์ได้น้อยลง
เมื่อเราต้องการให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด นั่นทำให้เราจำเป็นที่จะต้องตรวจเช็ก จับผิด เปรียบเทียบอยู่ตลอดเวลา เพื่ออยากให้ได้คำตอบที่แน่ใจว่า นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดหรือยัง จนทำให้บางครั้ง เราอาจไม่ได้ลองทำสิ่ง ๆ นั้นด้วยซ้ำ เพราะคิดว่ามันยังไม่ดี
ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือ เลิกถามว่า ‘สิ่งนี้ดีที่สุดแล้วใช่ไหม?’ แล้วเปลี่ยนเป็น ‘ถ้าทำสิ่งนี้มันจะเกิดอะไร?’ เพื่อแก้ปัญหาในการปิดกั้นความคิดของเราตั้งแต่ยังไม่ลงมือทำ เพราะคุณค่าของไอเดียสร้างสรรค์ ไม่ได้อยู่ที่ ‘ผลลัพธ์’ เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึง ‘กระบวนการ’ ของมันด้วยPosts
เช่น แทนที่จะปิดกั้นไอเดียการทำคอนเทนต์แบบใหม่เพราะรู้สึกว่ายังไม่ดีพอ ลองเริ่มลงมือทำจริงดู จะได้รู้ว่าไอเดียนี้ผิดพลาดตรงไหน และเราสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดนี้เพื่อปรับให้ดีขึ้นในครั้งต่อไปได้ยังไง ดีกว่ารอให้ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์จนสุดท้ายก็ไม่ได้เริ่ม
5. สิ่งสำคัญที่สุดของการคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์ แต่อยู่ที่ตอนลงมือทำ
แก่นที่สำคัญที่สุดของความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ทำออกมา แต่คือมุมมองที่ใหม่ ๆ ที่เรามีในโลกต่างหาก เพราะหลายครั้งที่เราสามารถคิดสร้างสรรค์ได้ มันมาจากการที่เราได้อยู่กับปัจจุบัน ได้สำรวจสิ่งใหม่ ๆ ได้เจอมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และเชื่อมโยงสิ่งเหล่านั้นให้เข้าหากัน และที่สำคัญมันทำให้เราได้เป็นตัวของเรามากขึ้น
ทั้งความความรู้สึกสนุกที่ได้คิด ได้เจอประสบการณ์ใหม่ ๆ, ความอยากรู้ในสิ่งที่สงสัย การตั้งคำถาม กับสิ่งรอบข้างมากกว่าเดิม คือสิ่งสำคัญที่ทำให้เราสามารถคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่คิดถึงผลลัพธ์ของงานเลย เพราะทั้งสองอย่างก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
สิ่งสำคัญที่ Next Big Idea Club อยากบอกเราคือ ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่สิ่งที่เรารับมา แต่มันคือบางสิ่งที่เราอนุญาตให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นความคิดสร้างสรรค์จะเกิดไม่ได้ ถ้าเราไม่อนุญาตให้มันเกิด
ใครหลายคนมักมองว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ นั่นเลยทำให้หลายคนเลือกที่จะไม่ทำเลย แต่ถ้าเราลองมองให้มันเป็นกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การวาดรูป การเขียน การวาดเล่น หรือการทดลองไม่กี่นาที มันก็สามารถเพิ่มความสุข สร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ และช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างสนุกมากขึ้น
แปล เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี
ที่มา
- 5 small shifts to turn creativity into a daily wellness practice
- Does Perfectionism Kill Creativity or Feed It?
- Creativity Is a Habit, Not a Talent