ใจเพลียจนเพ้อ จีบเธอก็ยังแพ้.. ลีดเดอร์เคยเป็นกันไหม จีบเขาเท่าไหร่ ทำมากแค่ไหนก็ไม่เคยได้ใจสักที?
ในยุคที่การลาออกและภาวะหมดไฟเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้องค์กรจำเป็นต้องเติมคนใหม่เข้ามาตลอด ถึงแม้ทุกองค์กรก็หวังอยากจะเจอ ‘คนที่ตรงใจ’ แต่หลายครั้งเรากลับได้ ‘คนที่ไม่ใช่’ เข้ามาแทน และรู้ไหมว่า.. ยิ่งมีคนไม่ตรงใจในทีมมากเท่าไหร่ โอกาสในการเติบโต และ productivity ของทีมก็ยิ่งลดลงเท่านั้น
ผลสำรวจ Quality Hires, Quality Output: Smart Talent Strategies for Industrial Hiring จาก Talogy พบว่า 73% ของผู้ว่าจ้างรู้สึกถูกกดดันให้จ้างงานอย่างรวดเร็ว ซึ่งผลที่ตามมาของการจ้างคนที่ไม่เหมาะสม คือ 63% ผู้ตอบแบบสำรวจรายงานว่ามีผลิตภาพลดลง และ 56% บอกว่าคุณภาพงานลดลง
ดังนั้นการเติมทรัพยากรใหม่เข้ามาในช่วงเวลาที่เร่งรีบเกินไป ไม่ได้ช่วยให้ผลผลิตเพิ่ม กลับกันแล้วมันยังสร้างผลกระทบเชิงลบมากกว่า แต่ถ้าเราหันมาเติมคนที่ใช่ในองค์กร ถึงแม้จำนวนจะไม่มาก แต่ก็สามารถเพิ่ม productivity ได้มหาศาล
บทความจาก McKinsey & Company กล่าวว่า บุคลากรที่ยอดเยี่ยมสามารถเพิ่ม productivity ได้ถึง 8 เท่า จากงานวิจัยที่เคยสำรวจศิลปิน นักการเมือง และนักกีฬากว่า 600,000 คน พบว่าผู้ที่มีผลงานสูงมี productivity มากกว่าค่าเฉลี่ยถึง 400% เลยทีเดียว
สิ่งที่ช่วยตอกย้ำเรื่องนี้คือคำพูดจาก 2 ตำนานแห่งโลกธุรกิจ อย่าง ‘Steve Jobs’ และ ‘Jim Collins’ ที่เคยออกมาพูดเกี่ยวกับการสรรหาคน
Steve Jobs เคยกล่าวไว้ว่า
“จงมุ่งหาคนที่ดีที่สุดจริง ๆ ทีมเล็กที่มีคนระดับ A+ สามารถเอาชนะทีมใหญ่ที่มีคนระดับ B และ C ได้”
ส่วน Jim Collins ก็เห็นพ้องว่า
“ข้อจำกัดที่ใหญ่ที่สุดต่อความสำเร็จขององค์กร คือความสามารถในการหาคนที่เหมาะสมและรักษาไว้ให้เพียงพอ”
ในทางกลับกันหลาย ๆ ครั้งพอเราเจอคนที่ใช่ ยื่นข้อเสนอไปเขาก็ไม่สนใจ แล้วจะทำอย่างไรให้คนที่โดนใจนั้นมาร่วมทีมกับเรา ในบทความนี้มีคำตอบ
ส่อง 5 ขั้นตอนหยอดแบบไหน ถึงจะได้ใจคนเก่งมาร่วมทีม
1. จีบติดแบบไม่ต้องลุ้น ถ้าคุยกันให้ชัดตั้งแต่วันแรก
ขั้นตอนนี้คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการชนะใจ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมีความเห็นตรงกันว่า ‘ถ้าถึงตอนสุดท้ายแล้ว คุณต้องลุ้นตัวโก่งว่าผู้สมัครจะเข้าทำงานไหม แปลว่าคุณยังทำการบ้านมาไม่ดีพอ’ เพราะฉะนั้นถ้าอยากได้คนเก่งมาร่วมทีม ต้องเตรียมตัวมาให้ดี และอย่าพลาดเป้า
เริ่มแรกสิ่งที่ลีดเดอร์ควรทำ คือการเคลียร์ทุกอย่างให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การทำงาน หน้าที่ สวัสดิการ รวมถึงเรื่องเงินเดือน เพื่อไม่ให้เสียเวลาทั้งคู่ในการเลือกตัดสินใจร่วมเดินไปด้วยกัน เพราะการยื่นข้อเสนอในการรับเข้าทำงานไม่ควรทำให้รู้สึกเหมือนถูกสุ่มขายของ ที่ต้องเสี่ยงดวงตลอดเวลา
ลีดเดอร์จำเป็นต้องรู้ใจล่วงหน้าแล้วว่า อีกฝ่ายมีความกังวลเรื่องไหน หรือมีตัวเลขในใจเท่าไหร่ เพื่อให้ตอบรับกับข้อเสนอนี้ได้ในทันที ซึ่งหลังจากการยื่นข้อเสนอจบแล้วก็คอยสังเกตการณ์และหาโอกาสในการถามว่า “มองเห็นภาพตัวเองทำงานที่นี่หรือเปล่า?” เพื่อเช็กสัญญาณ และท่าทีให้แน่ใจด้วย
เช่น ในการยื่นข้อเสนอ ลีดเดอร์ต้องอธิบายการทำงาน สวัสดิการต่าง ๆ ของบริษัท และลองหาจังหวะถามเช็กดูว่า ‘จากเนื้องานและสวัสดิการที่คุยกัน มีส่วนไหนที่ยังกังวล และอยากให้ช่วยเพิ่มหรือเปล่า?’ หรือถ้าคุยแล้วข้อเสนอดูลงตัว ก็อาจถามต่อว่า ‘ถ้าข้อเสนอเป็นไปตามที่ต้องการ คุณพร้อมเริ่มงานเลยไหม?’ เป็นการรีเช็กหลังจบการสนทนาอีกรอบ เพื่อให้เห็นสัญญาณว่าเขามีใจให้เรามากหรือน้อยแค่ไหน โดยไม่ต้องไปลุ้นเอาเองทีหลัง
2. ชัดเจนและจริงใจ เพื่อให้กล้าเริ่มต้นใหม่ไปด้วยกัน
การสร้างความไว้วางใจ และความเชื่อใจ เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่จะทำให้เราสามารถ ‘จีบติด’ ได้เหมือนกัน นอกจากเรื่องที่คุยไปในขั้นตอนแรก ในขั้นตอนนี้จะเพิ่มการพูดคุยเรื่องเกณฑ์การประเมินงาน ให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่าเป็นอย่างไร หรืออาจพาคนที่เราสนใจ มาดูว่าการทำงานในองค์กร หรือทีมของเราเป็นแบบไหน เพื่อให้เห็นบรรยากาศจริง ๆ ก่อนตัดสินใจร่วมงานกัน
ซึ่งลีดเดอร์ก็ต้องทำความเข้าใจอีกฝ่ายด้วยเหมือนกัน ว่าเรื่อง ‘การย้ายงาน’ ถือเป็นเรื่องที่มีความเครียด และความกดดัน ดังนั้นลีดเดอร์ต้องแสดงความจริงใจอย่างแน่วแน่ว่า จะเป็นที่ปรึกษาที่คอยอยู่ข้าง ๆ คอยตอบคำถาม และเคลียร์ความไม่สบายใจออกไปให้หมด เมื่อรู้สึกว่าสามารถไว้วางใจ และพึ่งพาได้มากเท่าไหร่ ก็จะทำให้กล้าตอบตกลงร่วมงานกับเราได้อย่างมั่นใจมากขึ้นเท่านั้น
คุณ Katrina Collier ผู้เขียนหนังสือ The Robot-Proof Recruiter กล่าวว่า “การเปิดโอกาสให้ผู้สมัครได้ถามคำถาม การตอบคำถามเหล่านั้น การช่วยคลายความกังวล และการแสดงความเห็นอกเห็นใจ จะเป็นแรงผลักดันที่ดีมากให้เขาตอบ ‘ตกลง’”
เช่น ในช่วงที่อีกฝ่ายกำลังลังเล ลีดเดอร์อาจพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ด้วยความจริงใจว่า ‘เข้าใจว่าการเริ่มต้นใหม่เป็นเรื่องตัดสินใจยาก แต่ถ้ามีอะไรที่ยังกังวล หรืออยากให้ช่วยเรื่องไหนให้สบายใจขึ้น บอกได้ทุกเรื่องเลยนะ’ การแสดงความจริงใจที่ชัดเจน ในการซัพพอร์ตและเข้าใจความรู้สึก จะช่วยลดความกดดัน และทำให้อีกฝ่าย เชื่อใจจนกล้าตอบตกลงนั่นเอง
3. อยากมัดใจให้อยู่หมัด ต้องรู้จักตัวตนอีกฝ่ายให้ชัดก่อน
ขั้นตอนต่อมาคือลีดเดอร์ต้อง ‘รู้จักตัวตนของคนที่สนใจ’ ให้ดี อย่างที่กล่าวไปในขั้นตอนแรก ถ้ารู้สิ่งที่ต้องการ หรือกังวล ก็จะช่วยให้ยื่นข้อเสนอได้แม่นยำ และตรงกับที่ต้องการได้มากขึ้น นอกจากนี้ลีดเดอร์ต้องหา ‘ไฟ’ ในการทำงานของอีกฝ่าย ตรวจสอบให้ดีว่างานที่เสนอให้นั้นมีความหมายมากหรือน้อยแค่ไหน และอาจย้ำให้เห็นว่าตำแหน่งนี้สำคัญต่อองค์กร หรือสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการได้อย่างไร
เพราะลึก ๆ ในใจทุกคนก็อยากรู้สึกว่างานที่ทำมีความหมาย ได้รับการมองเห็น ได้รู้สึกว่ามีคุณค่าในการทำงาน ถ้าหากรู้ว่าต้องการเติบโตไปในทิศทางไหน แล้วลีดเดอร์นำเรื่องนั้นมาพูดคุย เพื่อแสดงให้เห็นว่าองค์กรช่วยส่งเสริมเขาได้จริง จะช่วยมัดใจ และทำให้อีกฝ่ายอยากมาร่วมงานกับเรามากยิ่งขึ้น
เช่น ถ้ารู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่มองหาความก้าวหน้า และอยากพัฒนาความเป็นผู้นำ ลีดเดอร์อาจบอกไปว่า ‘ตำแหน่งนี้เราวางไว้ให้เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนทีม ซึ่งคุณจะได้พัฒนาทักษะผู้นำ และมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับองค์กรได้จริง’ การทำให้เห็นว่างานนี้คือพื้นที่เติบโต จะช่วยให้อีกฝ่ายตัดสินใจร่วมงานกับเราได้ง่ายขึ้น เพราะรู้ว่าไม่ใช่งานที่ไปวัน ๆ
4. อย่าให้รู้สึกว่าเงียบหาย ต้องรักษาความเสมอต้นเสมอปลายไว้เสมอ
หัวใจสำคัญที่สุดของขั้นตอนนี้คือ ‘ความสม่ำเสมอ’ อย่าปล่อยให้อีกฝ่ายรู้สึกถูกทิ้งไว้กลางทาง ลีดเดอร์ควรหาเวลาในการทักไปอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งอาจทักเพื่อพูดคุยเรื่องทั่วไปที่ไม่ใช่แค่เรื่องงานเพียงอย่างเดียว หรือเป็นคำถามเช็กตรง ๆ เลยว่าโอเคไหม ยังตื่นเต้นกับงานนี้อยู่หรือเปล่า หรือมีอะไรในใจที่เปลี่ยนไปไหม เพราะบางทีชีวิตคนเราก็มีเรื่องเข้ามาตลอด เช่น การได้เลื่อนตำแหน่งจากที่เก่า หรือ มีเรื่องครอบครัวให้ต้องคิด
การคุยกันบ่อย ๆ จะทำให้ลีดเดอร์สามารถรู้ล่วงหน้า และเตรียมรับมือได้ทันหากมีการเปลี่ยนแปลง ในมุมของอีกฝ่ายเองก็ช่วยให้เขารู้สึกอุ่นใจ และสัมผัสได้ว่าเราให้เกียรติเขาจริง ๆ ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์นี้ดูเป็นเรื่องของมิตรภาพ และความใส่ใจ ไม่ใช่ความสัมพันธ์แค่เพื่อดีลธุรกิจ
เช่น ช่วงเวลาที่อีกฝ่ายกำลังพิจารณา ลีดเดอร์อาจทักไปว่า ‘ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง ยังรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้มาทำงานนี้ไหม? ถ้ามีอะไรอยากอัปเดตหรืออยากให้แชร์ข้อมูลตรงไหนเพิ่มเพื่อความมั่นใจ บอกได้เลยนะ’ การทักไปอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยรักษาความกระตือรือร้นของอีกฝ่ายไว้ และแสดงความใส่ใจที่เรามีด้วยเช่นกัน
5. กล้าถามคำถามวัดใจ เพื่อไม่ให้ตกม้าตายเพราะข้อเสนอใหม่จากที่เก่า
ขั้นตอนสุดท้ายคือการเตรียมตัวรับมือ ‘กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ที่อาจเกิดขึ้น’ เพราะบางครั้งถึงแม้ลีดเดอร์จะทำดีมาตลอดทาง แต่ก็สามารถตกม้าตายตอนจบได้ เพราะเรื่องไม่คาดคิด เช่น องค์กรเก่ายื่นข้อเสนอใหม่ให้เหมือนกัน หรือ ครอบครัวไม่สามารถย้ายที่อยู่เพื่อให้มาทำงานนี้ได้
เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ลีดเดอร์ควรเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ อย่างการถามตรง ๆ ว่าครอบครัวรับได้ไหมถ้าหากตกลงกับข้อเสนอนี้ หรือ กำลังดูที่อื่นไว้ด้วยหรือเปล่า ที่สำคัญที่สุดคือต้องกล้าถามใจอีกฝ่ายว่า แล้วถ้าบริษัทเดิมยื่นข้อเสนอสวนกลับมา เช่น เพิ่มเงิน หรืออัปตำแหน่งให้ จะเลือกทางไหน
เพราะการจำลองถึงสถานการณ์ล่วงหน้านี้จะช่วยให้ลีดเดอร์สามารถย้ำเจตจำนงของความต้องการที่อีกฝ่ายมาร่วมงานคืออะไร และย้อนให้เขานึกถึงเหตุผลแรกที่ทำให้อยากลาออก แต่หากสุดท้ายแล้วท่าทีก็ยังดูไม่มีเราอยู่ในใจ หากเป็นแบบนั้นเราอาจจะต้องถอยมา เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้นั่นเอง
เช่น ตอนคุยเรื่องข้อเสนอสุดท้าย ลีดเดอร์อาจถามจำลองสถานการณ์ว่า ‘ถ้าที่เก่าสู้ราคาหรืออัปตำแหน่งให้เพื่อดึงคุณไว้ คุณจะทำยังไง?’ หากอีกฝ่ายเริ่มลังเล ก็อาจช่วยย้ำเบา ๆ ว่า ‘เข้าใจว่ามันเลือกยาก แต่ลองนึกถึงเหตุผลแรกที่คุณอยากย้ายงานดู ว่าที่นี่ตอบโจทย์นั้นกว่าหรือเปล่า?’ การถามแบบนี้จะช่วยให้อีกฝ่ายได้ทบทวนตัวเอง และก็ทำให้ลีดเดอร์รู้ด้วยว่าเขาพร้อมจะไปต่อกับเราจริง ๆ หรือยังไม่ลืมที่เก่า
แปล เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี
ที่มา
- Attracting and retaining the right talent
- Recruiting 101: 5 Tips for Closing the Deal
- Quality hires, quality output