ที่ผ่านมาพวกเราอาจถามผิดมาตลอดว่า AI จะมาแย่งงานคนหรือไม่ ? แต่รายงานจาก anthropic กำลังจะชวนให้ทุกคนต้องตั้งคำถามใหม่เป็น “แล้วงานประเภทไหนบ้างที่กำลังจะถูก AI แย่งไปทีละชิ้น” โดยแก่นของรายงานชิ้นนี้จาก Anthropic นำเสนอมาตรวัดความเสี่ยงจากการถูก AI เข้ามาแทนที่แบบใหม่ โดยผสมผสานระหว่าง ‘ความสามารถทางทฤษฎีของ AI (LLM)’ และ ‘ข้อมูลการถูกนำไปใช้งานจริง’
ซึ่งผลที่ออกมาน่าสนใจมาก เพราะมันบอกเราว่า AI เริ่มเข้าไปแตะงานหลายประเภทแล้วจริง แต่การใช้งานจริงยังห่างจากศักยภาพสูงสุดของมันอีกมาก ซึ่งนั่นแปลว่า ในโลกการทำงานจากนี้ คนที่น่าห่วงที่สุด อาจไม่ใช่คนที่ทำงานไม่เก่งเสมอไป แต่เป็นคนที่ยังทำงานแบบเดิม ในขณะที่ตัวงานรอบตัวเริ่มถูกแบ่งใหม่โดย AI ไปแล้วทีละส่วน
9 Insight จากรายงาน Anthropic ล่าสุด! ที่ทำให้เราเห็นภาพ AI กับตลาดแรงงานชัดขึ้นกว่าเดิม
1. AI ยังถูกใช้จริงน้อยกว่าศักยภาพที่มันทำได้มาก
รายงานระบุชัดว่า การใช้งานจริงของ AI ยังเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของสิ่งที่เป็นไปได้ในทางทฤษฎี ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มงานคอมพิวเตอร์และคณิตศาสตร์ LLM มีศักยภาพจะช่วยได้ในสัดส่วนสูงมาก แต่การใช้งานจริงบนแพลตฟอร์มของ Anthropic ตอนนี้ครอบคลุมเพียงประมาณ 33% ของงานในหมวดนั้นเท่านั้น
2. งานที่โดน AI แตะก่อน คือ งานดิจิทัล, งานเอกสาร,งานวิเคราะห์ และงานที่อาศัยภาษาเป็นหลัก
จากการรายงานของ Anthropic ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มงานที่ AI มีศักยภาพและมีการใช้งานจริงสูงส่วนใหญ่คืองานที่เกี่ยวกับข้อมูล, ภาษา, การวิเคราะห์, เอกสาร และการคิดเชิงระบบ โดยแบ่งหมวดหมู่ชัด ๆ คือ Business & finance, Computer & math, Architecture & engineering, Legal, Arts & media, Office & admin
แต่ในอีกด้านงานที่ต้องลงมือทำทางกายภาพ รับมือกับปัญหาหน้างานสภาพแวดล้อมจริง มีการเคลื่อนไหว และการรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า ยังไม่ใช่พื้นที่ที่ AI แบบ LLM เข้าไปแทนได้ง่ายเท่างานข้อมูลหรือเอกสาร เช่น Agriculture, Construction, Installation & repair, Production, Food & serving, Grounds maintenance, Personal care
3. อาชีพที่ได้รับผลกระทบสูงสุดตอนนี้ ไม่ได้มีแค่นักเขียนโค้ด
Anthropic ระบุอาชีพที่มี exposure สูงสุดไว้ชัดเจน โดยไล่เรียงมาทั้งหมด Top 10 อาชีพที่มีความเสี่ยงต่อการถูก AI เข้ามาทำงานแทนมากที่สุดตามมาตรวัดนี้
- 74.5% – Computer programmers (โปรแกรมเมอร์ / นักพัฒนาซอฟต์แวร์)
- 70.1% – Customer service representatives (เจ้าหน้าที่บริการลูกค้า)
- 67.1% – Data entry keyers (เจ้าหน้าที่คีย์ข้อมูล / ป้อนข้อมูลเข้าระบบ)
- 66.7% – Medical record specialists (เจ้าหน้าที่เวชระเบียน / ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลเวชระเบียน)
- 64.8% – Market research analysts and marketing specialists (นักวิเคราะห์วิจัยตลาด และผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด)
- 62.8% – Sales representatives (พนักงานขาย / เจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย)
- 57.2% – Financial and investment analysts (นักวิเคราะห์การเงินและการลงทุน)
- 51.9% – Software QA analysts and testers (นักวิเคราะห์และผู้ทดสอบคุณภาพซอฟต์แวร์)
- 48.6% – Information security analysts (นักวิเคราะห์ความปลอดภัยด้านข้อมูล / ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์)
- 46.8% – Computer user support specialists (เจ้าหน้าที่ซัพพอร์ตผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ / IT Support)
ลองทบทวนตัวเองให้ดีว่า ในงานของเรา มีส่วนไหนที่ AI ทำแทนได้แล้ว และเราจะขยับตัวเองไปอยู่ในส่วนที่ AI ยังแทนไม่ได้ยังไง เพราะในวันนี้งานที่เสี่ยงที่สุดไม่ใช่งานที่ไม่สำคัญ แต่คืองานที่สำคัญและชัดเจนพอให้ AI เข้าไปช่วยได้นั่นเอง
4. สิ่งที่ AI เข้าไปกินก่อน มักไม่ใช่ทั้งอาชีพ แต่เป็นบาง task ภายในอาชีพ
ตัวอย่างงานที่ AI ถูกใช้มาก ได้แก่ การเขียนและอัปเดตซอฟต์แวร์, การตอบคำถามลูกค้า, การอ่านเอกสารแล้วกรอกข้อมูลเข้าระบบ, การสรุปข้อมูลผู้ป่วย, การทำรายงานจากข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อช่วยตัดสินใจทางธุรกิจหรือการเงิน นี่จึงทำให้เห็นว่า AI ไม่ได้เริ่มจากการแทนที่คนทั้งตำแหน่ง แต่เริ่มจากการแทนที่ “งานบางส่วน” ก่อนนั่นเอง
5. ยังมีแรงงานอีกจำนวนมากที่แทบไม่ถูก AI แตะเลย
อีกด้านหนึ่ง Anthropic พบว่าแรงงานราว 30% อยู่ในกลุ่ม zero coverage คือแทบไม่พบการใช้งาน AI มากพอจะผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำในข้อมูล เพราะงานของพวกเขาแทบไม่ปรากฏในข้อมูลการใช้งาน AI มากพอ เช่น พ่อครัว, ช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์, ไลฟ์การ์ด, บาร์เทนเดอร์, พนักงานล้างจาน และพนักงานดูแลห้องลองเสื้อผ้า นี่สะท้อนว่าระลอกแรกของ AI ยังไม่เกิดขึ้นพร้อมกันทุกอาชีพ
ตรงนี้สำคัญมาก เพราะมันบอกว่าระลอกแรกของ AI ยังไม่ได้เกิดพร้อมกันทุกอาชีพ งานที่เกี่ยวกับกายภาพ, การบริการ หรือรับมือกับเรื่องเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ยังถูกแตะน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับงานที่อยู่บนเอกสาร, หน้าจอ หรือฐานข้อมูล
6. งานที่โดน AI แตะมาก มักถูกคาดว่าจะโตช้ากว่าในอนาคต
เมื่อนำ observed exposure ไปเทียบกับประมาณการการจ้างงานของ BLS สหรัฐฯ ช่วงปี 2024–2034 Anthropic พบว่า ยิ่งอาชีพไหนถูก AI เข้าไปแตะมาก อาชีพนั้นก็มักมีแนวโน้มโตช้าลงเล็กน้อยในอนาคต โดยทุกครั้งที่ AI เข้าไปครอบคลุมงานมากขึ้น 10% แนวโน้มการเติบโตของอาชีพนั้นจะลดลงราว 0.6%
แม้รายงานจะบอกว่าความเชื่อมโยงนี้ยังไม่ได้ชัดมาก แต่จุดที่น่าสนใจคือ ตัวเลขที่ดูจากการใช้งาน AI จริงกลับสะท้อนแนวโน้มตลาดแรงงานได้ดีกว่าการดูแค่ว่า AI น่าจะทำอะไรได้บ้างในทางทฤษฎี หรือพูดง่าย ๆ คือ แค่รู้ว่า AI ทำได้ อาจยังไม่พอ แต่การดูว่า AI ถูกใช้จริง กับงานไหนบ้าง อาจช่วยอธิบายการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานได้ชัดกว่า
7. คนที่อยู่ในกลุ่มอาชีพเสี่ยงสูง ไม่ได้เป็นแรงงานรายได้น้อยเสมอไป
อีกมุมที่น่าสนใจมากของรายงานนี้คือ คนที่อยู่ในกลุ่มอาชีพที่ AI เข้าไปแตะมากที่สุด ไม่ได้เป็นกลุ่มรายได้น้อยอย่างที่หลายคนอาจนึกภาพไว้ก่อน ตรงกันข้าม กลุ่มนี้กลับมีลักษณะเป็น คนทำงานสายออฟฟิศมากกว่าอย่างชัดเจน โดย Anthropic ระบุว่า เมื่อนำคนทำงานในกลุ่มอาชีพที่เสี่ยงสูงสุดไปเทียบกับกลุ่มที่แทบไม่โดน AI แตะเลย จะเห็นว่าทั้งสองกลุ่มต่างกันมาก
กลุ่มที่เสี่ยงสูงมีแนวโน้มเป็น ผู้หญิงมากกว่า 16%, เป็นคนผิวขาวมากกว่า 11%, และ มีแนวโน้มเป็นคนเอเชียเกือบ 2 เท่า นอกจากนี้ยังมี รายได้เฉลี่ยสูงกว่าราว 47% และมีระดับการศึกษาสูงกว่าชัดเจน เช่น คนที่จบระดับบัณฑิตศึกษา มีสัดส่วน 17.4% ในกลุ่มเสี่ยงสูง เทียบกับเพียง 4.5% ในกลุ่มที่ไม่โดน AI แตะเลย
ดังนั้น AI เองไม่ได้เริ่มเปลี่ยนโลกงานจากข้างล่างขึ้นบนอย่างเดียว แต่มันกำลังเขย่างาน white-collar หรือก็ก็พวกเราที่เป็นพนักงานออฟฟิศ ที่ต้องทำงานเอกสาร, งานวิเคราะห์, งานที่ใช้คอมพิวเตอร์ และงานที่ต้องทำกับข้อมูลหรือภาษาเป็นหลักนั่นเอง
8. จนถึงตอนนี้ ยังไม่พบหลักฐานชัดว่า AI ทำให้อัตราว่างงานพุ่งขึ้นในวงกว้าง
แม้หลายคนจะกังวลว่า AI จะทำให้คนตกงานจำนวนมาก แต่ข้อมูลที่ Anthropic ตรวจดูจาก Current Population Survey ของสหรัฐฯ ยังไม่พบสัญญาณชัดว่า คนในอาชีพที่ AI เข้าไปแตะมาก กำลังว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างเป็นระบบหลัง ChatGPT เปิดตัว ปลายปี 2022 โดยเมื่อเทียบกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบสูงกับกลุ่มที่แทบไม่โดน AI แตะเลย ความต่างของอัตราว่างงานหลังจากนั้น มีขนาดเล็ก และยังแยกไม่ออกจากความผันผวนปกติของข้อมูล พูดให้ง่ายที่สุดก็คือ ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานชัดพอจะสรุปว่า AI ทำให้คนตกงานเป็นวงกว้าง
จุดสำคัญคือ Anthropic ไม่ได้บอกว่า ‘AI ไม่มีผล’ แต่บอกว่า ถ้ามีผลกระทบใหญ่จริงในระดับที่แรงมาก เราควรเริ่มเห็นมันในตัวเลขว่างงานแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นภาพนั้นในข้อมูล สิ่งนี้ทำให้เราต้องแยก 2 เรื่องออกจากกันให้ชัด เรื่องแรกคือ AI เริ่มเข้าไปแตะงานจริงแล้ว แต่อีกเรื่องคือ การที่ AI แตะงาน ไม่ได้แปลว่าจะทำให้เกิดการว่างงานทันที
เพราะในโลกการทำงานจริง เวลางานบางส่วนถูก AI ช่วยทำ องค์กรอาจจะเลือกหลายทาง ไม่จำเป็นต้องปลดคนออกเสมอไป แต่ให้คนเดิมทำงานได้มากขึ้น โยกคนไปทำงานที่ซับซ้อนขึ้น หรือค่อย ๆ ปรับโครงสร้างงานโดยไม่ให้ตัวเลขว่างงานกระโดดขึ้นทันที ตรงนี้คือเหตุผลที่รายงานเลือกดูการว่างงานเป็นตัวชี้วัดหลัก เพราะถ้าเกิดผลเสียทางเศรษฐกิจแบบชัดจริง คนที่อยากทำงานแต่ยังหางานไม่ได้ควรเริ่มเพิ่มขึ้นให้เห็นก่อน
อีกมุมที่น่าสนใจคือ รายงานบอกด้วยว่า ถ้า AI จะกระทบตลาดแรงงานจริง ผลกระทบอาจไม่ได้ออกมาเหมือนช่วงโควิดที่ตัวเลขว่างงานพุ่งเร็วและชัด แต่คล้ายผลของอินเทอร์เน็ตหรือการค้าโลกมากกว่า คือค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละน้อย จนมองจากภาพรวมแล้วอาจยังไม่เห็นทันที
9. กลุ่มที่ควรจับตาเป็นพิเศษคือคนอายุน้อยที่กำลังเริ่มต้นอาชีพ
ถ้าจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่รายงานจาก Anthropic นี้มองว่าน่ากังวลเป็นพิเศษ คือคนอายุ 22–25 ปี หรือคนที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงานนี่เอง โดยงานวิจัยก่อนหน้าของ Brynjolfsson พบว่า ในกลุ่มคนอายุ 22–25 ปี การจ้างงานที่ AI เข้าไปแตะมาก เริ่มมีการจ้างงานลดลงแล้วประมาณ 6–16% และสาเหตุหลักไม่ได้มาจากการที่คนถูกไล่ออกมากขึ้น แต่เกิดจาก ‘การจ้างคนใหม่ช้าลงมากกว่า’
แปล เรียบเรียง: กิตติภพ ปานล้ำเลิศ
ที่มา