วิกฤตศรัทธา AI และความจริงทางเศรษฐกิจ ถอด 3 Insight คนรุ่นใหม่ที่ผู้นำทุก Generation ต้องเข้าใจ

ผลสำรวจ CNBC & Generation Lab เผยคนรุ่นใหม่ 81% ไม่เชื่อใจ CEO ฝั่ง AI และ 45% กลัวโดนแย่งงาน เจาะลึก 3 มุมมองภาพใหญ่จากรายงานล่าสุด CNBC ร่วมกับ Generation Lab

Last updated on ส.ค. 31, 2026

Posted on ส.ค. 21, 2026

เมื่อคนรุ่นใหม่ไม่เชื่อมือ CEO และกลัว AI แย่งงาน ถอดรหัส ‘วิกฤตศรัทธา’ และความจริงทางเศรษฐกิจที่ผู้นำทุก Gen ต้องเข้าใจ จากรายงานล่าสุด CNBC ร่วมกับ Generation Lab 

ในวันที่สปอตไลต์ของโลกธุรกิจส่องไปที่การพัฒนา Artificial Intelligence หรือ AI และเหล่า Tech Company ต่างเร่งบลัฟเทคโนโลยีกันอย่างหนักหน่วง มีสมมติฐานหนึ่งที่ผู้นำและองค์กรส่วนใหญ่มักเหมาเอาเอง นั่นคือ คนรุ่นใหม่ (Gen Z และ Young Millennials) ซึ่งเป็น Digital Natives จะต้องตื่นเต้นและอ้าแขนรับ AI มากที่สุด

แต่ผลสำรวจล่าสุดจาก CNBC ร่วมกับ Generation Lab ที่สำรวจกลุ่มตัวอย่างคนอเมริกันอายุ 18-34 ปี จำนวน 1,088 คน กลับเผยให้เห็นความจริงที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง  คนรุ่นใหม่ไม่ได้แค่มอง AI ด้วยความระมัดระวังเท่านั้น แต่ตอนนี้กำลังเผชิญกับ วิกฤตศรัทธา (Trust Deficit) ต่อทั้งตัวเทคโนโลยี และเหล่าผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก ยิ่งไปกว่านั้น ความหวาดกลัวว่า AI จะเข้ามาทำลายอาชีพการงาน ยังถูกซ้ำเติมด้วยภาวะความเครียดทางเศรษฐกิจ จนส่งผลให้พฤติกรรม นิยามความสำเร็จ และมุมมองเชิงโครงสร้างสังคมของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และด้วยเหตุผลนี้อยากพาทุกคนไปเจาะลึกถึง 3 มุมมองภาพใหญ่จากรายงานล่าสุด CNBC ร่วมกับ Generation Lab 

1. วิกฤตศรัทธาในยุค AI เมื่อไม่มี CEO เทคคนไหน ได้รับความไว้วางใจเกิน 35%

คำถามแรกที่น่าตกใจที่สุดในผลสำรวจ คือการถามคนรุ่นใหม่ว่า “คุณเชื่อมั่นในผู้นำอุตสาหกรรม AI เหล่านี้ว่าจะขับเคลื่อนเทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบหรือไม่?” ผลปรากฏว่า ไม่มี CEO หรือผู้นำเทคระดับโลกคนใดเลยที่ได้รับความไว้วางใจเกิน 35%!

ระดับความไม่ไว้วางใจ (Don't Trust) ต่อผู้นำอุตสาหกรรม AI โดยกลุ่มตัวอย่างอายุ 18-34 ปี - ข้อมูลจาก CNBC / Generation Lab

  • Alex Karp (CEO, Palantir) → 81% ไม่ไว้วางใจ (เชื่อมั่นเพียง 19%)
  • Peter Thiel (Chairman, Palantir) → 79% ไม่ไว้วางใจ (เชื่อมั่นเพียง 21%)
  • Dario Amodei (CEO, Anthropic) → 76% ไม่ไว้วางใจ (เชื่อมั่นเพียง 24%)
  • Sundar Pichai (CEO, Alphabet) → 74% ไม่ไว้วางใจ (เชื่อมั่นเพียง 26%)
  • Jensen Huang (CEO, Nvidia) → 71% ไม่ไว้วางใจ (เชื่อมั่นเพียง 29%)
  • Mark Zuckerberg (CEO, Meta) → 71% ไม่ไว้วางใจ (เชื่อมั่นเพียง 29%)
  • Elon Musk (CEO, SpaceX/xAI) → 70% ไม่ไว้วางใจ (เชื่อมั่นเพียง 30%)
  • Sam Altman (CEO, OpenAI) → 69% ไม่ไว้วางใจ (เชื่อมั่นเพียง 31%)
  • Satya Nadella (CEO, Microsoft) → 65% ไม่ไว้วางใจ (เชื่อมั่นเพียง 35%)
CNBC

ขนาด Satya Nadella แห่ง Microsoft ที่ได้คะแนนความไว้วางใจสูงที่สุด ก็ยังถูกคนรุ่นใหม่มากถึง 65% ระบุว่าไม่ไว้วางใจ .คำถามสำคัญคือ ทำไมถึงเกิดวิกฤตความไว้วางใจนี้ คำตอบซ่อนอยู่ในมุมมองเรื่องอนาคตการทำงาน คนรุ่นใหม่มากถึง 45% เชื่อว่า AI จะส่งผลกระทบในเชิงลบ (Negative Impact) ต่ออาชีพการงานของพวกเขา ในขณะที่มีเพียง 10% เท่านั้น ที่คิดว่า AI จะมาช่วยสนับสนุนอาชีพให้ดีขึ้น

นอกจากนี้ ผลสำรวจจาก Fast Company ยังระบุว่า

  • ผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ 52% รู้สึกกังวลมากกว่าตื่นเต้นกับการเติบโตของ AI ในชีวิตประจำวัน
  • ส่งผลให้คนรุ่นใหม่มากถึง 76% เรียกร้องให้มีการควบคุม AI อย่างเข้มงวด (40% ต้องการให้รัฐบาลกำกับดูแล และ 36% ต้องการให้องค์กรผู้เชี่ยวชาญอิสระเป็นผู้ดูแล)
  • โดยมีเพียง 8% เท่านั้นที่เห็นว่าไม่ควรกำกับดูแล และอีก 60% มองว่าควรชะลอการสร้าง Data Center ลง

คนรุ่นไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยีเพราะพวกเขาตามไม่ทัน แต่พวกเขากลัวเพราะเห็นว่าการพัฒนา AI ในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การลดต้นทุนและการทดแทนแรงงาน โดยที่ผู้นำเทคไม่ได้แสดงความรับผิดชอบต่ออนาคตของคนทำงานอย่างแท้จริง

2. ความจริงทางเศรษฐกิจ เมื่อเป้าหมายในชีวิตถูกบังคับให้เลื่อนออกไป

ความกังวลเรื่อง AI เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะกดดันทางเศรษฐกิจที่คนรุ่นใหม่กำลังแบกรับ  เมื่อถูกถามถึงภาพรวมเศรษฐกิจในปัจจุบัน

  • 80% ของคนรุ่นใหม่ประเมินเศรษฐกิจในแง่ลบ (45% บอกว่า Bad, 27% บอกว่า Really Bad, และ 6% บอกว่า Couldn't be worse)
  • มีเพียง 5% เท่านั้น ที่มองว่าเศรษฐกิจดี (3% บอกว่า Great และ 2% บอกว่า Couldn't be better)
  • 50% เชื่อว่าเศรษฐกิจในอนาคตจะยิ่งแย่ลงไปอีก มีเพียง 22% ที่คิดว่าจะดีขึ้น

แรงกดดันทางการเงินที่หนักที่สุดของคนรุ่นใหม่ (18-34 ปี)

  • 45% ค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย
  • 39% การหางานที่มั่นคงและรายได้ดี
  • อื่น ๆ หนี้สินกู้ยืมเพื่อการศึกษา, หนี้บัตรเครดิต และค่ารักษาพยาบาล

ความกดดันทางการเงินนี้บีบให้คนรุ่นใหม่ต้อง “ยกเลิกหรือเลื่อนเป้าหมายสำคัญในชีวิต”

  • 47% ต้องเลื่อนการไปท่องเที่ยวพักผ่อน
  • 32% พับโครงการซื้อรถยนต์
  • 30% ต้องชะลอการซื้อบ้าน
  • 28% ถึงขั้นต้องละเว้นการดูแลรักษาพยาบาล

สำหรับคนทุก Gen การที่ Gen Z หรือ Young Millennials ยังไม่ซื้อบ้าน ไม่ซื้อรถ หรือยังไม่แต่งงาน ไม่ใช่เพราะพวกเขารักความสบายหรือไม่มีวินัยทางการเงิน แต่เป็นเพราะราคาที่อยู่อาศัยและค่าครองชีพพุ่งสูงสวนทางกับความมั่นคงในอาชีพที่ลดลง

3. ทางออกและการดิ้นรน จาก Democratic Socialism สู่โลก Prediction Markets

เมื่อระบบเศรษฐกิจแบบเดิมไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้ชีวิตได้อีกต่อไป คนรุ่นใหม่จึงเริ่มแสวงหาทางเลือกใหม่ทั้งในเชิงความคิดทางการเมืองและการเงิน

การเปิดรับแนวคิด Democratic Socialism มากถึง 46%

ผลสำรวจพบว่า คนรุ่นใหม่อายุ 18-34 ปี ถึง 46% มีมุมมองเป็นบวก (Favorable / Very Favorable) ต่อแนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตย (Democratic Socialism) ขณะที่มีเพียง 23% เท่านั้นที่มีมุมมองเป็นลบ

นับเป็นเสียงสะท้อนว่าคนทุกคนกำลังเรียกร้อง Social Safety Net หรือระบบสวัสดิการของรัฐที่คอยพยุงชีวิตประชาชนเวลาที่เจอกับวิกฤต เปรียบเหมือนเวลาคนเดินไต่เชือกแล้วพลาดตกลงมา ก็ยังมีตาข่ายขึงรอไว้ข้างล่างเพื่อไม่ให้เจ็บหนักหรือถึงขั้นเสียชีวิต เช่น สวัสดิการคนว่างงาน, สิทธิการรักษาพยาบาล, ค่าแรงที่เป็นธรรม และการควบคุมราคาที่อยู่อาศัย เพื่อคุ้มครองชีวิตของพวกเขาจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ 

การแสวงหาโอกาสใน Prediction Markets มากถึง 74%

ในด้านการบริหารเงิน แม้ว่า 53% จะยังเก็บเงินไว้ในธนาคาร และ 38% นำเงินไปชำระหนี้ แต่สิ่งที่น่าตกใจคือคนรุ่นใหม่สูงถึง 74% ได้เข้ามาใช้แพลตฟอร์มเก็งกำไรและตลาดทำนายผล (Prediction Markets เช่น Kalshi หรือ Polymarket) หรือก็คือ การเอาเงินไปทายผลว่าเหตุการณ์ในอนาคตจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่? (ทายถูก = ได้เงิน / ทายผิด = เสียเงิน) ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา

  • 11% เข้ามาเทรดบ่อยครั้ง (มากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์)
  • 30% เข้ามาเทรด 2-5 ครั้งต่อเดือน
  • 33% เคยลองเทรด 1-2 ครั้ง
  • มีเพียง 26% เท่านั้น ที่ไม่เคยใช้เลย

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า เมื่อเส้นทางสร้างความมั่งคั่งแบบเดิม เช่น การทำงานออฟฟิศเก็บเงินซื้อบ้านกลายเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ คนรุ่นใหม่จึงพร้อมที่จะหันไปหาความเสี่ยงรูปแบบใหม่ในโลกดิจิทัลเพื่อสร้างโอกาสทางการเงินให้ตัวเอง


องค์กรจะไปต่ออย่างไร ในยุคที่เทคโนโลยีล้ำหน้า แต่คนทำงานหมดศรัทธา?

ผลสำรวจทั้งหมดนี้สะท้อน Insight ที่สำคัญว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้ต่อต้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่พวกเขากำลังต่อต้านความไม่มั่นคงในชีวิต เมื่อค่าครองชีพพุ่งสูง ซื้อบ้านไม่ได้ แต่ AI กลับถูกบริษัทใหญ่ ๆ นำมาใช้ในมุมที่คุกคามอาชีพมากกว่าเป็นตัวช่วย จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะเสื่อมศรัทธาในตัว CEO หันมาเรียกร้องหลักประกันความมั่นคงในชีวิต (สวัสดิการที่ดีขึ้น) และดิ้นรนหาโอกาสทำเงินใหม่ ๆ อย่างตลาดเก็งกำไร Prediction Markets เพื่อเอาตัวรอด

สิ่งที่องค์กรควรให้ความสำคัญอาจไม่ใช่เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด แต่มันคือการมีความไว้ใจซึ่งกันและกัน หรือ Trust หน้าที่ของผู้นำและองค์กรไม่ใช่แค่การนำ AI ที่เก่งที่สุดมาใช้ แต่คือการสร้างความรู้สึกปลอดภัย (Psychological Safety) และยืนยันให้ทีมเห็นว่า องค์กรพร้อมเติบโตไปพร้อมกับพวกเขาไม่ใช่เติบโตโดยทิ้งคนทำงานไว้ข้างหลัง

สิ่งที่ผู้นำควรให้ความสำคัญ คือต้องเข้าใจว่าบริบททางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปแล้ว การเปิดใจรับฟังและเป็นเมนเทอร์ที่ดี จะช่วยลดช่องว่างระหว่างวัยในออฟฟิศได้ รวมไปถึงสิ่งที่คนรุ่นใหม่ และคนทำงานคือ ทางรอดที่ดีที่สุดไม่ใช่การกลัวหรือปฏิเสธ AI แต่คือการรีบเรียนรู้เพื่อเป็น มนุษย์ที่ใช้ AI เป็น สร้างคุณค่าพิเศษที่เทคโนโลยีแทนที่ไม่ได้

💡
ดังนั้นองค์กรที่จะอยู่รอดและชนะในอนาคต อาจไม่ใช่องค์กรที่มี AI อัจฉริยะที่สุด แต่คือองค์กรที่เข้าใจและรักษาหัวใจคนทำงานได้ดีที่สุดต่างหาก อาจจะเป็นตัวพลิกเกมสำคัญในระยะยาวนี้ก็ได้

ที่มา

trending trending sports recipe

Share on

Tags