เมื่อคนรุ่นใหม่ไม่เชื่อมือ CEO และกลัว AI แย่งงาน ถอดรหัส ‘วิกฤตศรัทธา’ และความจริงทางเศรษฐกิจที่ผู้นำทุก Gen ต้องเข้าใจ จากรายงานล่าสุด CNBC ร่วมกับ Generation Lab
ในวันที่สปอตไลต์ของโลกธุรกิจส่องไปที่การพัฒนา Artificial Intelligence หรือ AI และเหล่า Tech Company ต่างเร่งบลัฟเทคโนโลยีกันอย่างหนักหน่วง มีสมมติฐานหนึ่งที่ผู้นำและองค์กรส่วนใหญ่มักเหมาเอาเอง นั่นคือ คนรุ่นใหม่ (Gen Z และ Young Millennials) ซึ่งเป็น Digital Natives จะต้องตื่นเต้นและอ้าแขนรับ AI มากที่สุด
แต่ผลสำรวจล่าสุดจาก CNBC ร่วมกับ Generation Lab ที่สำรวจกลุ่มตัวอย่างคนอเมริกันอายุ 18-34 ปี จำนวน 1,088 คน กลับเผยให้เห็นความจริงที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง คนรุ่นใหม่ไม่ได้แค่มอง AI ด้วยความระมัดระวังเท่านั้น แต่ตอนนี้กำลังเผชิญกับ วิกฤตศรัทธา (Trust Deficit) ต่อทั้งตัวเทคโนโลยี และเหล่าผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก ยิ่งไปกว่านั้น ความหวาดกลัวว่า AI จะเข้ามาทำลายอาชีพการงาน ยังถูกซ้ำเติมด้วยภาวะความเครียดทางเศรษฐกิจ จนส่งผลให้พฤติกรรม นิยามความสำเร็จ และมุมมองเชิงโครงสร้างสังคมของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และด้วยเหตุผลนี้อยากพาทุกคนไปเจาะลึกถึง 3 มุมมองภาพใหญ่จากรายงานล่าสุด CNBC ร่วมกับ Generation Lab
1. วิกฤตศรัทธาในยุค AI เมื่อไม่มี CEO เทคคนไหน ได้รับความไว้วางใจเกิน 35%
คำถามแรกที่น่าตกใจที่สุดในผลสำรวจ คือการถามคนรุ่นใหม่ว่า “คุณเชื่อมั่นในผู้นำอุตสาหกรรม AI เหล่านี้ว่าจะขับเคลื่อนเทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบหรือไม่?” ผลปรากฏว่า ไม่มี CEO หรือผู้นำเทคระดับโลกคนใดเลยที่ได้รับความไว้วางใจเกิน 35%!
ระดับความไม่ไว้วางใจ (Don't Trust) ต่อผู้นำอุตสาหกรรม AI โดยกลุ่มตัวอย่างอายุ 18-34 ปี - ข้อมูลจาก CNBC / Generation Lab
- Alex Karp (CEO, Palantir) → 81% ไม่ไว้วางใจ (เชื่อมั่นเพียง 19%)
- Peter Thiel (Chairman, Palantir) → 79% ไม่ไว้วางใจ (เชื่อมั่นเพียง 21%)
- Dario Amodei (CEO, Anthropic) → 76% ไม่ไว้วางใจ (เชื่อมั่นเพียง 24%)
- Sundar Pichai (CEO, Alphabet) → 74% ไม่ไว้วางใจ (เชื่อมั่นเพียง 26%)
- Jensen Huang (CEO, Nvidia) → 71% ไม่ไว้วางใจ (เชื่อมั่นเพียง 29%)
- Mark Zuckerberg (CEO, Meta) → 71% ไม่ไว้วางใจ (เชื่อมั่นเพียง 29%)
- Elon Musk (CEO, SpaceX/xAI) → 70% ไม่ไว้วางใจ (เชื่อมั่นเพียง 30%)
- Sam Altman (CEO, OpenAI) → 69% ไม่ไว้วางใจ (เชื่อมั่นเพียง 31%)
- Satya Nadella (CEO, Microsoft) → 65% ไม่ไว้วางใจ (เชื่อมั่นเพียง 35%)

ขนาด Satya Nadella แห่ง Microsoft ที่ได้คะแนนความไว้วางใจสูงที่สุด ก็ยังถูกคนรุ่นใหม่มากถึง 65% ระบุว่าไม่ไว้วางใจ .คำถามสำคัญคือ ทำไมถึงเกิดวิกฤตความไว้วางใจนี้ คำตอบซ่อนอยู่ในมุมมองเรื่องอนาคตการทำงาน คนรุ่นใหม่มากถึง 45% เชื่อว่า AI จะส่งผลกระทบในเชิงลบ (Negative Impact) ต่ออาชีพการงานของพวกเขา ในขณะที่มีเพียง 10% เท่านั้น ที่คิดว่า AI จะมาช่วยสนับสนุนอาชีพให้ดีขึ้น
นอกจากนี้ ผลสำรวจจาก Fast Company ยังระบุว่า
- ผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ 52% รู้สึกกังวลมากกว่าตื่นเต้นกับการเติบโตของ AI ในชีวิตประจำวัน
- ส่งผลให้คนรุ่นใหม่มากถึง 76% เรียกร้องให้มีการควบคุม AI อย่างเข้มงวด (40% ต้องการให้รัฐบาลกำกับดูแล และ 36% ต้องการให้องค์กรผู้เชี่ยวชาญอิสระเป็นผู้ดูแล)
- โดยมีเพียง 8% เท่านั้นที่เห็นว่าไม่ควรกำกับดูแล และอีก 60% มองว่าควรชะลอการสร้าง Data Center ลง
คนรุ่นไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยีเพราะพวกเขาตามไม่ทัน แต่พวกเขากลัวเพราะเห็นว่าการพัฒนา AI ในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การลดต้นทุนและการทดแทนแรงงาน โดยที่ผู้นำเทคไม่ได้แสดงความรับผิดชอบต่ออนาคตของคนทำงานอย่างแท้จริง
2. ความจริงทางเศรษฐกิจ เมื่อเป้าหมายในชีวิตถูกบังคับให้เลื่อนออกไป
ความกังวลเรื่อง AI เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะกดดันทางเศรษฐกิจที่คนรุ่นใหม่กำลังแบกรับ เมื่อถูกถามถึงภาพรวมเศรษฐกิจในปัจจุบัน
- 80% ของคนรุ่นใหม่ประเมินเศรษฐกิจในแง่ลบ (45% บอกว่า Bad, 27% บอกว่า Really Bad, และ 6% บอกว่า Couldn't be worse)
- มีเพียง 5% เท่านั้น ที่มองว่าเศรษฐกิจดี (3% บอกว่า Great และ 2% บอกว่า Couldn't be better)
- 50% เชื่อว่าเศรษฐกิจในอนาคตจะยิ่งแย่ลงไปอีก มีเพียง 22% ที่คิดว่าจะดีขึ้น
แรงกดดันทางการเงินที่หนักที่สุดของคนรุ่นใหม่ (18-34 ปี)
- 45% ค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย
- 39% การหางานที่มั่นคงและรายได้ดี
- อื่น ๆ หนี้สินกู้ยืมเพื่อการศึกษา, หนี้บัตรเครดิต และค่ารักษาพยาบาล
ความกดดันทางการเงินนี้บีบให้คนรุ่นใหม่ต้อง “ยกเลิกหรือเลื่อนเป้าหมายสำคัญในชีวิต”
- 47% ต้องเลื่อนการไปท่องเที่ยวพักผ่อน
- 32% พับโครงการซื้อรถยนต์
- 30% ต้องชะลอการซื้อบ้าน
- 28% ถึงขั้นต้องละเว้นการดูแลรักษาพยาบาล
สำหรับคนทุก Gen การที่ Gen Z หรือ Young Millennials ยังไม่ซื้อบ้าน ไม่ซื้อรถ หรือยังไม่แต่งงาน ไม่ใช่เพราะพวกเขารักความสบายหรือไม่มีวินัยทางการเงิน แต่เป็นเพราะราคาที่อยู่อาศัยและค่าครองชีพพุ่งสูงสวนทางกับความมั่นคงในอาชีพที่ลดลง
3. ทางออกและการดิ้นรน จาก Democratic Socialism สู่โลก Prediction Markets
เมื่อระบบเศรษฐกิจแบบเดิมไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้ชีวิตได้อีกต่อไป คนรุ่นใหม่จึงเริ่มแสวงหาทางเลือกใหม่ทั้งในเชิงความคิดทางการเมืองและการเงิน
การเปิดรับแนวคิด Democratic Socialism มากถึง 46%
ผลสำรวจพบว่า คนรุ่นใหม่อายุ 18-34 ปี ถึง 46% มีมุมมองเป็นบวก (Favorable / Very Favorable) ต่อแนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตย (Democratic Socialism) ขณะที่มีเพียง 23% เท่านั้นที่มีมุมมองเป็นลบ
นับเป็นเสียงสะท้อนว่าคนทุกคนกำลังเรียกร้อง Social Safety Net หรือระบบสวัสดิการของรัฐที่คอยพยุงชีวิตประชาชนเวลาที่เจอกับวิกฤต เปรียบเหมือนเวลาคนเดินไต่เชือกแล้วพลาดตกลงมา ก็ยังมีตาข่ายขึงรอไว้ข้างล่างเพื่อไม่ให้เจ็บหนักหรือถึงขั้นเสียชีวิต เช่น สวัสดิการคนว่างงาน, สิทธิการรักษาพยาบาล, ค่าแรงที่เป็นธรรม และการควบคุมราคาที่อยู่อาศัย เพื่อคุ้มครองชีวิตของพวกเขาจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ
การแสวงหาโอกาสใน Prediction Markets มากถึง 74%
ในด้านการบริหารเงิน แม้ว่า 53% จะยังเก็บเงินไว้ในธนาคาร และ 38% นำเงินไปชำระหนี้ แต่สิ่งที่น่าตกใจคือคนรุ่นใหม่สูงถึง 74% ได้เข้ามาใช้แพลตฟอร์มเก็งกำไรและตลาดทำนายผล (Prediction Markets เช่น Kalshi หรือ Polymarket) หรือก็คือ การเอาเงินไปทายผลว่าเหตุการณ์ในอนาคตจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่? (ทายถูก = ได้เงิน / ทายผิด = เสียเงิน) ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา
- 11% เข้ามาเทรดบ่อยครั้ง (มากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์)
- 30% เข้ามาเทรด 2-5 ครั้งต่อเดือน
- 33% เคยลองเทรด 1-2 ครั้ง
- มีเพียง 26% เท่านั้น ที่ไม่เคยใช้เลย
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า เมื่อเส้นทางสร้างความมั่งคั่งแบบเดิม เช่น การทำงานออฟฟิศเก็บเงินซื้อบ้านกลายเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ คนรุ่นใหม่จึงพร้อมที่จะหันไปหาความเสี่ยงรูปแบบใหม่ในโลกดิจิทัลเพื่อสร้างโอกาสทางการเงินให้ตัวเอง
องค์กรจะไปต่ออย่างไร ในยุคที่เทคโนโลยีล้ำหน้า แต่คนทำงานหมดศรัทธา?
ผลสำรวจทั้งหมดนี้สะท้อน Insight ที่สำคัญว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้ต่อต้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่พวกเขากำลังต่อต้านความไม่มั่นคงในชีวิต เมื่อค่าครองชีพพุ่งสูง ซื้อบ้านไม่ได้ แต่ AI กลับถูกบริษัทใหญ่ ๆ นำมาใช้ในมุมที่คุกคามอาชีพมากกว่าเป็นตัวช่วย จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะเสื่อมศรัทธาในตัว CEO หันมาเรียกร้องหลักประกันความมั่นคงในชีวิต (สวัสดิการที่ดีขึ้น) และดิ้นรนหาโอกาสทำเงินใหม่ ๆ อย่างตลาดเก็งกำไร Prediction Markets เพื่อเอาตัวรอด
สิ่งที่องค์กรควรให้ความสำคัญอาจไม่ใช่เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด แต่มันคือการมีความไว้ใจซึ่งกันและกัน หรือ Trust หน้าที่ของผู้นำและองค์กรไม่ใช่แค่การนำ AI ที่เก่งที่สุดมาใช้ แต่คือการสร้างความรู้สึกปลอดภัย (Psychological Safety) และยืนยันให้ทีมเห็นว่า องค์กรพร้อมเติบโตไปพร้อมกับพวกเขาไม่ใช่เติบโตโดยทิ้งคนทำงานไว้ข้างหลัง
สิ่งที่ผู้นำควรให้ความสำคัญ คือต้องเข้าใจว่าบริบททางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปแล้ว การเปิดใจรับฟังและเป็นเมนเทอร์ที่ดี จะช่วยลดช่องว่างระหว่างวัยในออฟฟิศได้ รวมไปถึงสิ่งที่คนรุ่นใหม่ และคนทำงานคือ ทางรอดที่ดีที่สุดไม่ใช่การกลัวหรือปฏิเสธ AI แต่คือการรีบเรียนรู้เพื่อเป็น มนุษย์ที่ใช้ AI เป็น สร้างคุณค่าพิเศษที่เทคโนโลยีแทนที่ไม่ได้
ที่มา
- New CNBC Generation Lab poll shows almost half of 18- to 34-year-olds see democratic socialism positively
- Gen Z are AI skeptics—and this is the tech CEO they trust the least
- Young Americans Lack Trust in AI Leaders