ถอดรหัสมูลค่าไอเดียจากงาน ADFEST 2026

ชวนทุกคนตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า “ความคิดสร้างสรรค์ยังมีอนาคตในธุรกิจโฆษณาหรือไม่ และจะมาในรูปแบบไหน” โดย คุณ Ted Lim ผู้เป็นระดับตำนานของวงการโฆษณาในเอเชีย และ Andreas Moellmann ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์แบรนด์และการตลาด

Last updated on มี.ค. 22, 2026

Posted on มี.ค. 22, 2026

Creativity is NOT Done Yet เมื่อไอเดียต้อง ‘ขายผลลัพธ์’ ไม่ใช่แค่ขายงาน

ในวันที่ใคร ๆ ก็บอกว่าวงการโฆษณากำลังอยู่ในวิกฤต เอเจนซี่เริ่มถูกลดบทบาทจากพาร์ทเนอร์คู่คิด กลายเป็นแค่ Vendor หรือผู้รับจ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนหรือเศรษฐกิจไม่ดี แต่มันคือ “Relevance Crisis” หรือวิกฤตความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ที่กำลังถูกตั้งคำถามว่า ท้ายที่สุดไอเดียเหล่านั้น ช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าโตขึ้นจริง ๆ หรือเปล่า…

และนี่คือภาพรวมของ Session นี้ที่จะชวนทุกคนตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า “ความคิดสร้างสรรค์ยังมีอนาคตในธุรกิจโฆษณาหรือไม่ และจะมาในรูปแบบไหน” พร้อมเปิดมุมมองที่แตกต่างจากผู้นำการเปลี่ยนแปลงสองขั้ว นำโดย คุณ Ted Lim ผู้เป็นระดับตำนานของวงการโฆษณาในเอเชีย ผู้เป็นนักคิดระดับพระกาฬที่กวาดรางวัลจากเวทีระดับโลกมานับไม่ถ้วน และ Andreas Moellmann ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์แบรนด์และการตลาดที่มีประสบการณ์โชกโชนในเอเจนซี่ระดับโลก รวมถึงเป็นที่ปรึกษาให้แบรนด์ที่ต้องการทรานส์ฟอร์มไปสู่อนาคต


ถอดรหัส 4  มูลค่าไอเดียจากงาน ADFEST 2026 ถ้าคุณไม่อยากถูกมองว่าเป็นแค่ Vendor ที่ลูกค้าจะสั่งอะไรก็ได้ หรือกดราคาเท่าไหร่ก็ได้ แต่ Creative ยุคนี้คุณต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการขายงานให้ว้าวเป็น “ขายงานที่แก้ปัญหาได้จริง" 

1. ความจริงที่น่าอึดอัด (The Uncomfortable Truth)

เราคนทำงานทุกคนกำลังอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมที่ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ความจริงที่น่ากลัวที่สุดคือ “ลูกค้าไม่ได้ต้องการโฆษณา แต่ลูกค้าต้องการการเติบโต (Growth)” ถ้าเรายังมัวแต่เสนอทางเลือก (Options) แทนที่จะเสนอ ทางออก (Solutions) เราก็จะถูกตีค่าเป็นเพียงทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป ไม่ใช่ที่ปรึกษาที่ขาดไม่ได้

มีคำพูดที่น่าสนใจจาก Bill Bernbach บิดาแห่งความคิดสร้างสรรค์ และเจ้าของแคมเปญในตำนานอย่าง Think Small (Volkswagen) ได้บันทึกคำพูดที่น่าคิดต่อว่า….

“เรามัวแต่ยุ่งกับการวัดผลความเห็นสาธารณะ จนลืมไปว่าเราสามารถสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้ เรามัวแต่ฟังตัวเลขสถิติ จนลืมไปว่าเรานี่แหละคือคนสร้างสถิติเหล่านั้น”

คำถามสำคัญที่คนทำงานสร้างสรรค์ต้องกลับมาทบทวนคือ อย่าปล่อยให้ตัวเลขมาทำร้ายจินตนาการ เราไม่ควรแค่ทำโฆษณาให้ลูกค้า แต่จงใช้ไอเดียสร้างปรากฏการณ์ ที่เปลี่ยนพฤติกรรมคนและทำให้ธุรกิจของลูกค้าโตขึ้นอย่างมหาศาล 


2. มูลค่าของไอเดีย อยู่ที่ "บริบท" ไม่ใช่ "ชิ้นงาน"

Ted Lim ยกตัวอย่างได้อย่างชัดเจนว่า ลองนึกถึงน้ำเปล่าหนึ่งขวด ถ้าวางในร้านสะดวกซื้ออาจจะมีราคา $1.00 แต่ถ้าน้ำขวดนี้! ไปวางขายในงานมิวสิคเฟสติวัล ราคาจะพุ่งเป็น $10.00 ทันที ทั้งที่เป็นน้ำขวดเดิม .ในวันนี้มูลค่าไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้า แต่อยู่ที่ ‘การรับรู้ (Perception)’ และ ‘บริบท (Context)’ หากเราอยากให้ไอเดียมีราคาแพง เราต้องเลิกขายแค่งานสร้างสรรค์ แต่ต้องขายมูลค่าทางธุรกิจที่ไอเดียนันจะสร้างขึ้น


3. ห้าจุด Shift สำคัญ เพื่อเปลี่ยนจาก Resource เป็น Advisor

หากอยากขยับสถานะตัวเองให้เป็นคนสำคัญที่ลูกค้าต้องฟัง นี่คือ 5 สิ่งที่ต้องเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่วันนี้

  • From Answering Briefs to Shaping Briefs อย่ารอรับบรีฟอย่างเดียว แต่ต้องช่วยลูกค้า ‘ตีกรอบปัญหา’ ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
  • From Producing Options to Presenting Solutions เลิกเสนอไอเดียเผื่อเลือก การมีตัวเลือก 3-4 ตัวเลือกไม่ได้มีประโยชน์ แต่ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้จริง ๆ คือให้เสนอ ‘ทางออกที่แก้ปัญหาได้จริง’
  • From Value After Execution to Value Before Execution ทำให้ลูกค้าเห็นคุณค่าของไอเดียตั้งแต่วันที่ยังไม่เริ่มลงมือทำ
  • From Compete on Output to Compete on Input เลิกแข่งกันที่จำนวนชิ้นงาน แต่แข่งกันที่ความลึกซึ้งของกลยุทธ์ เช่น การหา Insights ที่คนอื่นมองไม่เห็น, การวางกลยุทธ์ที่ทำให้ลูกค้าประหยัดเงินได้หลายล้าน หรือไอเดียที่ทำให้คนแย่งกันซื้อโดยไม่ต้องลงโฆษณาเยอะ
  • From Charging for Delivery to Charging for Impact เลิกคิดเงินตามเวลาทำงาน แต่คิดเงินตาม ‘ผลลัพธ์’ หรือ Impact ที่เกิดขึ้น

4. กรณีศึกษา เมื่อไอเดียเปลี่ยนเกมธุรกิจ

เคสที่ 1 Proton (The Pink Car)

หนึ่งในเคสจาก Malaysia ที่เปลี่ยนของเหลือให้เป็นของแรร์ ด้วยการเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย โดยจุดเริ่มต้นปัญหาธุรกิจใหญ่ ๆ คือ รถยนต์รุ่นเก่ากำลังจะตกรุ่น มีสต็อกค้างอยู่กว่า 10,000 คัน ถ้าใช้วิธีเดิมๆ คือการลดราคา 10-15% จะทำให้กำไรหายไปมหาศาล

ดังนั้นแทนที่จะลดราคา แต่กลับใช้ไอเดียเปลี่ยนรถเหล่านั้นเป็น Limited Edition สีชมพูสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ผลคือขายหมดเกลี้ยงในไม่กี่สัปดาห์ แถมไม่ต้องเสียกำไรจากการลดราคา บทเรียนสำคัญของเคสนี้คือบางครั้งปัญหาขายไม่ออก ไม่ได้แก้ด้วยการลดราคา แต่อาจแก้ด้วยการเปลี่ยนโฉม และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับของสิ่งเดิม

เคสที่ 2 Adidas (Odds Shoes)

จากความเห็นอกเห็นใจ สู่โอกาสทางการตลาดที่ไม่มีใครเห็น ในโลกนี้มีคนพิการที่เหลือขาข้างเดียวมากมาย แต่ต้องซื้อรองเท้าเป็นคู่เสมอ ทั้งที่พวกเขาใช้งานจริงแค่ข้างเดียว เงินกว่า 20 ล้านเหรียญสูญเปล่าไปกับรองเท้าที่ไม่ได้ใส่ จากช่องว่างที่จะแก้ปัญให้ลูกค้า จึงนำไปสู่โปรเจกต์ Adidas Odds ทำกล่องรองเท้าแบบพิเศษที่ข้างในมี รองเท้าคู่ซ้ายสองข้าง หรือ รองเท้าคู่ขวาสองข้าง ออกมาขายเพื่อตอบโจทย์คนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ นี่ไม่ใช่แค่โฆษณา แต่คือการสร้าง Segment ใหม่และได้ใจลูกค้าไปเต็ม ๆ

คีย์สำคัญของแคมเปญนี้คือ ‘Relevance’ เพราะการแก้ปัญหานี้สร้างความรู้สึกมีตัวตนให้กับกลุ่มเป้าหมายที่ถูกมองข้ามมาตลอด บางครั้งความคิดสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่อยู่ที่การเข้าใจ ‘Pain Point’ ของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง

เคสที่ 3 Uniqlo (Hana Tajima)

เข้าหาเจ้าถิ่น ด้วยภาษาวัฒนธรรม ปัญหาธุรกิจในครั้งนี้ของ 

Uniqlo ที่เอาจริงแข็งแรงมากในญี่ปุ่น แต่กลับยังเข้าไม่ถึงตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรกว่า 250 ล้านคนและส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ด้วยความคิดสร้างสรรค์นี้ Uniqlo จึงใช้ Insight เรื่องการซื้อเสื้อผ้าใหม่ ในช่วงวันปีใหม่มุสลิม

โดยร่วมมือกับดีไซน์เนอร์สร้างคอลเลกชันที่ตอบโจทย์วัฒนธรรมท้องถิ่น (Modest Wear) แทนที่จะขายเสื้อผ้าทั่วไป แต่ Uniqlo เลือกเปิดตัวคอลเลกชันที่ร่วมกับดีไซน์เนอร์มุสลิม เพื่อตอบโจทย์ช่วงปีใหม่มุสลิม จนกลายเป็นความสำเร็จระดับโลก ซึ่งนี่ไม่ใช่การขายเสื้อยืดธรรมดา แต่มันคือการทำให้แบรนด์ญี่ปุ่นเข้าไปนั่งในใจคนอินโดนีเซียผ่านเครื่องแต่งกาย

ในวันนี้หากอยากเจาะตลาดใหม่ สิ่งสำคัญมาก ๆ ที่ไม่ควรมองข้ามคือ การเคารพและปรับตัวตามวัฒนธรรมท้องถิ่น คือกุญแจสำคัญที่ความคิดสร้างสรรค์ช่วยได้


วันจันทร์จะถึงนี้ หรือหลังจากทุกคนที่อ่านบทความนี้จบ คุณจะเริ่มเปลี่ยนอะไรดี ? 

ถ้าคุณกลับไปที่โต๊ะทำงานในวันจันทร์ แล้วอยากจะทำงานให้ต่างไปจากเดิม ลองเริ่มต้นคิดว่า คำถามแรกที่ควรเริ่มถามลูกค้าคืออะไร ?

จงจำไว้ว่าอย่าเริ่มถามว่าลูกค้ามีงบเท่าไหร่ หรืออยากได้งานแบบไหน แต่ให้ลองถามว่า ถ้าเราแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ บริษัทของคุณจะประหยัดงบไปได้เท่าไหร่ หรือจะทำเงินเพิ่มได้มากแค่ไหน เพราะเมื่อคุณรู้มูลค่าของปัญหา คุณจะรู้ทันทีว่าไอเดียของคุณควรมีราคาเท่าไหร่ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเป็น Creative Advisor อย่างเต็มตัว


𝐀𝐃𝐅𝐄𝐒𝐓 𝟐𝟎𝟐𝟔 – 𝐃𝐚𝐲 2 𝐒𝐩𝐞𝐚𝐤𝐞𝐫 𝐒𝐞𝐬𝐬𝐢𝐨𝐧

Session: The Uncomfortable Truth about The Future of Creativity

  1. Ted Lim, Founder & Chief Creative Consultant, DIFF Creative Consultants, Kuala Lumpur
  2. Andreas Moellmann, Founder, Brand & Marketing Strategy Advisor, FUTURE INC, Bangkok
trending trending sports recipe

Share on

Tags