ให้ค่าความสำเร็จวันละนิด ด้วยวิธีคิดแบบชาวญี่ปุ่น ผ่าน PDCA Framework

เปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ต้องยิ่งใหญ่ ค่อย ๆ พัฒนาไปเรื่อย ๆ รู้จัก ‘ไคเซ็น (Kaizen)’ ปรัชญาญี่ปุ่นที่จะพาให้คุณเก่งขึ้นในทุก ๆ วัน

Last updated on ก.พ. 22, 2026

Posted on ก.พ. 22, 2026

การเปลี่ยนแปลงที่ดี ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ แต่แค่รู้ว่าตัวเราเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นก็พอ..

ใครหลายคนคงเคยมีความคิดที่ว่า ‘การเปลี่ยนแปลงที่ดี’ ต้องมาจากการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เสมอไป เพราะบางครั้งเรื่องเล็ก ๆ ที่เราทำแล้วสำเร็จ ก็ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีได้เหมือนกัน 

กลับกันแล้วการที่เรามองข้ามความสำเร็จทีละนิดในแต่ละวัน เพื่อมองไปยังเป้าหมายใหญ่ที่ตั้งไว้อย่างเดียว อาจทำให้เราท้อใจได้ง่าย และล้มเลิกมันได้เร็ว แถมมันยังเป็นการสะสมความรู้สึกเชิงลบภายในใจของเราแบบไม่ทันตั้งตัวอีกด้วย เช่น 

  • รู้สึกว่าเราไร้ค่า เพราะเรายังทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่ได้
  • รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง เพราะเอาความสำเร็จของคนอื่นมาเทียบกับตัวเอง
  • รู้สึกว่าเครียดตลอดเวลา เพราะคิดว่าถ้าไม่สำเร็จ ก็แปลว่ามีความสุขไม่ได้
  • รู้สึกว่าตัวเองย่ำอยู่กับที่ เพราะมัวแต่มองเป้าหมายไกลตัว แต่ลืมดูว่าเราเดินมาไกลแค่ไหนแล้ว

ความรู้สึกเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จาก ‘การมองข้ามความสำเร็จเล็ก ๆ’ ดังนั้นถึงแม้จะไม่ใช่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ แต่แค่รู้ว่าเราเก่งขึ้นในเรื่องอะไร ก็นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีแล้ว สิ่งหนึ่งที่สามารถตอกย้ำว่า ทำไมการให้ค่าความสำเร็จเพียงเล็กน้อย ถึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่ควรปล่อยผ่าน คือแนวคิดปรัชญาญี่ปุ่น อย่าง ‘ไคเซ็น (Kaizen)’ นั่นเอง 

ปรัชญาไคเซ็น (Kaizen) ถูกคิดค้นขึ้นโดยคุณ Masaaki Imai ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารคุณภาพและผู้ก่อตั้ง Kaizen Institute โดย ‘ไคเซ็น (改善)’ แปลว่า ‘การเปลี่ยนแปลงที่ดี’ และนี่ถือเป็นหนึ่งในปรัชญาญี่ปุ่นที่ช่วยให้เราเก่งขึ้นในทุก ๆ วัน ซึ่งสามารถปรับใช้ได้กับหลายเรื่อง ทั้งการพัฒนาตัวเอง, การดูแลสุขภาพ รวมถึงการพัฒนาธุรกิจ ที่สำคัญคือปรัชญานี้ ‘ทุกคน’ สามารถนำไปใช้ได้จริง

แนวคิดหลักของไคเซ็น (Kaizen) คือการ ‘เปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป’ ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ต้องยิ่งใหญ่ แค่ค่อย ๆ พัฒนาไปเรื่อย ๆ ถ้าเปรียบเป็นคำพูดให้เข้าใจง่าย ปรัชญานี้เหมือนกับ ‘หยดน้ำที่มารวมกันกลายเป็นมหาสมุทร’ คือการทำสิ่งเล็ก ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มันเติบโตกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ 

นั่นทำให้ไคเซ็น (Kaizen) สามารถเปลี่ยนชีวิตได้ ในยุคที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตัวเองอย่างช้า ๆ และสม่ำเสมอ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่พาตัวเราไปข้างหน้า 

“ไม่ต้องคิดว่าเราเก่งที่สุด เพียงแค่รู้ว่าเรา ‘เก่งกว่าเมื่อก่อน’ ก็ดีแล้ว”

สำหรับคนที่อ่านมาถึงตอนนี้อาจเริ่มสงสัยว่า.. แล้วเราจะพัฒนาตัวเองตามปรัชญานี้ได้อย่างไร? มันต้องเริ่มที่ตรงไหน? ในบทความเราจะพามารู้จักกับ ‘PDCA Framework’ วิธีการพัฒนาง่าย ๆ ที่ใครก็สามารถทำตามได้อย่างแน่นอน โดยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย 

P - Plan

ขั้นตอนแรกสุดไม่ว่าจะพัฒนาอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องรู้ก่อนว่ากำลังพัฒนาอะไร ดังนั้นขั้นตอนแรกคือการวางแผนสิ่งที่เราอยากปรับปรุง หรืออยากทำให้ดีกว่าเดิม และถามตัวเองว่า ‘ทำไม’ ถึงต้องปรับปรุงเรื่องเหล่านี้ 

เช่น ถ้าคุณอยากออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่า ‘ในวันแรกต้องวิ่งได้ 5 กิโลเมตร’ ลองเปลี่ยนเป็น ‘ในวันแรกจะลองวิ่งให้ได้ 1 กิโลเมตร’ เพื่อให้ไม่กดดันจนเกินไป และทำให้เรารู้สึกภูมิใจกับการลงมือทำได้สำเร็จ มากกว่าจะมากดดันตัวเองที่ยังไปไม่ถึงเป้าหมายใหญ่ ซึ่งการมองเห็นความสำเร็จเล็ก ๆ นี้เอง จะเป็นแรงส่งให้เราอยากกลับมาวิ่งต่อในวันพรุ่งนี้ 


D - Do

เมื่อรู้แล้วว่าอยากทำอะไร เรื่องต่อไปก็คือการหา ‘เครื่องมือ’ เพื่อบริหาร หรือจัดการสภาพแวดล้อม และเวลาในตารางชีวิต เพื่อให้ได้มีเวลาคิด และทำสิ่งที่อยากทำจริง ๆ ซึ่งนอกจากการบริหารเวลาที่มีค่าแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ‘พลังงาน’ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนการกระทำบางอย่าง หรือลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก ก็ช่วยให้มีพลังงานไปทำสิ่งที่อยากได้เหมือนกัน 

เช่น ถ้ารู้แล้วจะไปวิ่งหลังเลิกงานเพื่อสุขภาพที่ดี ก็อาจเตรียมชุดและรองเท้าใส่กระเป๋าไว้ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลา และพลังงานกลับไปหาของที่บ้าน และก่อนจะถึงสถานที่ที่ต้องวิ่ง ก็อาจเตรียมเพลย์ลิสต์เพลงที่ช่วยสร้างพลังงานบวกให้เราได้ ซึ่งการเตรียมสภาพแวดล้อมและเครื่องมือให้พร้อม จะช่วยให้ลงมือทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรู้สึกเหนื่อย หรือเสียพลังงานเกินไป


C - Check

ขั้นตอนต่อมาคือการสำรวจให้ดีว่า ‘มาตรฐาน’ ของความสำเร็จนั้นหน้าตาเป็นแบบไหน หรือคือการกำหนดขอบเขตของความสำเร็จให้ชัดเจน 

เช่น ถ้าตั้งเป้าว่าจะ ‘วิ่งให้มากขึ้น’ ก็ต้องระบุให้ชัดว่าความสำเร็จนี้วัดจากอะไร จะนับเฉพาะการไปวิ่งที่สวนสาธารณะ หรือนับการเดินด้วย แล้วต้องวิ่งต่อเนื่องกี่นาทีถึงจะเรียกว่าสำเร็จในวันนั้น? การกำหนดเกณฑ์ให้ชัดเจน และสำรวจผลลัพธ์บ่อย ๆ ซึ่งจะช่วยให้เห็นว่าวิธีไหนที่ทำแล้วได้ผล หรือส่วนไหนที่ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับตารางชีวิตเพิ่ม เพื่อให้ก้าวหน้าไปสู่เป้าหมายใหญ่ได้แบบที่ไม่รู้สึกท้อไปก่อน 


A - Act

เมื่อเราตั้งเป้าหมาย, หาเครื่องมือ และกำหนดมาตรฐานได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องเริ่ม ‘ลงมือทำ’ ซึ่งควรเริ่มลงมือทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ไม่จำเป็นต้องใหญ่มาก และค่อย ๆ เพิ่มระดับขึ้นตามตารางเวลาที่กำหนดไว้ รวมถึงติดตามดูความคืบหน้า และการพัฒนาของตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมอ 

ซึ่งในขณะที่กำลังเดินหน้าพัฒนาไปเรื่อย ๆ อย่าลืมสังเกตความรู้สึกของตัวเอง และย้ำเสมอว่า ต้องโฟกัสไปที่ก้าวถัดไปแทนที่จะมองแต่เป้าหมายปลายทางอย่างเดียว นอกจากนี้ก็ปล่อยความรู้สึกให้สนุกไปกับระหว่างทาง และชื่นชมกับความก้าวหน้าในสิ่งที่ได้ทำมาถึงตอนนี้ 

เช่น เริ่มวิ่งจริงวันละ 1 กิโลเมตร เมื่อเริ่มชินแล้วก็อาจจะค่อย ๆ เพิ่มระยะทางขึ้นทีละนิด แต่ถ้าวันไหนมีธุระด่วนจนไม่ได้ไปวิ่ง ก็ไม่ควรตำหนิหรือกดดันตัวเอง ให้รีบกลับมาเริ่มต้นใหม่ในวันถัดไปทันที การโฟกัสแค่ว่า ‘พรุ่งนี้จะกลับมาวิ่งต่อ’ แทนที่จะกังวลว่าเมื่อไหร่จะวิ่งได้ครบ 5 กิโลเมตร การลงมือทำตามแผนก็จะช่วยรักษาความต่อเนื่อง และสนุกกับการพัฒนาตัวเองได้ในระยะยาว และอย่าลืม สำรวจดูว่าเมื่อทำตามแผนที่วางมาก่อนหน้านี้ และนำมาใช้จริง มันเวิร์ก หรือมันไม่รอดมากน้อยแค่ไหน 

ถ้าได้ทำตามขั้นตอนของ PDCA Framework แล้ว ก็อย่าลืมทบทวนตัวเองด้วยว่า ปรัชญาไคเซ็น (Kaizen) ใช้เรื่องไหนแล้วเวิร์ก หรือไม่รอดสำหรับตัวคุณ เพื่อให้การปรับใช้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 


💡
สิ่งสำคัญจงอย่าลืมว่า ความก้าวหน้าไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ถือว่าคุ้มค่าทั้งนั้น แม้ว่าจะต้องแก้ไขเป้าหมายตอนแรก หรือต้องแบ่งย่อยขั้นตอนของเป้าหมายนั้นให้เล็กลงกว่าเดิมก็ตาม แต่ด้วยการแก้ปัญหาไปทีละนิด จะช่วยให้คุณมีโอกาสประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น

แปล เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี

ที่มา

trending trending sports recipe

Share on

Tags