ยุคแห่งความไม่แน่นอน ทำงานมา 10 ปี ถ้าถูกเลิกจ้างพรุ่งนี้ คุณรอดไหม ?
เมื่อเกิดวิกฤตหรือความไม่แน่นอนในตลาด สัญชาตญาณแรกของคนทำงานส่วนใหญ่คือการกอดงานประจำไว้ให้แน่นที่สุด หรือพยายามขยันให้มากขึ้นภายในรั้วองค์กรเดิมเพื่อไม่ให้โดนเลิกจ้าง แต่ในโลกการทำงานยุคนี้ นั่นอาจเป็นความเสี่ยงที่สุด และไม่ใช่แค่พนักงานด้วยแม้กระทั่งผู้นำ หรือผู้บริหารต่างก็ไม่ฝากชีวิตไว้กับงานเพียงตำแหน่งเดียว!
จากข้อมูลของ CBS NEWS ในปี 2025 เพียงปีเดียว คนอเมริกันถูกเลิกจ้างไปแล้วกว่า 1.1 ล้านคน ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วถึง 54% และ World Economic Forum คาดการณ์ว่า 22% ของงานทั่วโลกกำลังจะถูกเปลี่ยนโครงสร้างอย่างถาวรภายในปี 2030 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ถ้างานที่เราพึ่งพาอยู่หายไปพรุ่งนี้ เราจะต้องรับมืออย่างไร
ผู้นำและคนทำงานระดับท็อปในทศวรรษหน้าจึงเริ่มเปลี่ยนกลยุทธ์ เปลี่ยนกรอบความคิดเดิม ๆ โดยไม่พึ่งพาแค่อาชีพเดียวอีกต่อไป แต่กำลังสร้างสิ่งที่เรียกว่า Multidimensional Career หรือ การสร้างอาชีพใหม่นอกองค์กร ควบคู่กับงานหลัก
💼 นิยามของ Multidimensional Career คืออะไร ?
คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่ามันคือการหางานพิเศษ หรือเป็นฟรีแลนซ์ทำหลายงานพร้อมกัน แต่จริงๆ แล้วมันต่างกัน แต่ Multidimensional Career คือการสร้างทักษะ คุณค่า และแหล่งรายได้ใหม่ ๆ ควบคู่ไปกับงานประจำโดยเป็นกิจกรรมที่อยู่นอกเหนือจากบริษัทหลักที่คุณทำอยู่ เช่น เป็นผู้จัดการในบริษัทแล้วไปสอนที่มหาวิทยาลัยด้วย, เป็น HR Director แต่มีงานวิทยากรไปพูดในงานสัมมนา, เป็น CFO แล้วเขียนบทความในวงการของตัวเอง หรือจะเป็นพนักงานประจำ แต่เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวขนาดเล็กที่กำลังเริ่มสร้าง เป็นต้น
การมี Multidimensional Career ไม่ใช่การแอบเอาเวลางานไปทำเรื่องส่วนตัว หรือการทำงานแบบซังกะตาย หรือที่เราเรียกศัพท์เฉพาะทางว่า Quiet Quitting แต่ผลวิจัยจากผู้บริหารระดับสูงพบว่า การออกไปทำสิ่งอื่นนอกเหนือจากงานประจำ ช่วยให้พวกเขามีเครือข่ายที่กว้างขึ้น มีมุมมองใหม่ ๆ ที่ข้ามอุตสาหกรรมเดิม และพลังสร้างสรรค์ใหม่ ๆ กลับมาพัฒนางานหลักให้ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด
💼 เริ่มต้นได้ทันทีกับ Multidimensional Career 4 เรื่องที่ต้องรู้ เพื่ออนาคตของคนทำงานทุกคน
1. Vet the Investment First อย่าเริ่มเพราะแค่จะทำอะไรดี แต่ต้องเริ่มด้วย Purpose
เหตุผลที่ให้เริ่มจากเราจะทำไปเพื่ออะไร หรือ Purpose ก็เพราะถ้าวันนึงแรงจูงใจมาจากการอยากดูดีหรืออยากได้รับการยอมรับ มันจะหมดแรงเร็ว แต่ถ้ามาจากสิ่งที่คุณเชื่อจริง ๆ มันจะขยายตัวเองโดยอัตโนมัติ
มีเคสที่น่าสนใจจากบทความของ Fastcompany มีผู้บริหารท่านหนึ่งในธุรกิจสินเชื่อการเกษตร อยากสร้างอาชีพนักพูดควบคู่ไปกับงานประจำ โดยเธอไม่ได้เริ่มจากเงินหรืออยากดัง แต่เริ่มจาก Purpose ที่ว่าอยากสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงรุ่นใหม่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในธุรกิจเกษตร เมื่อเธอขึ้นเวทีด้วยความมุ่งมั่น มันกลับช่วยสร้าง Brand Awareness ให้กับบริษัทหลักของเธอด้วย จนซีอีโอไว้วางใจและส่งมอบงานด้านภาพลักษณ์องค์กรให้เธอดูแลอย่างเต็มที่
ก่อนจะสละเวลาอันมีค่าไปทำสิ่งใหม่ อยากให้ทุกคนลองตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนการเขียนแผนธุรกิจว่า ผลลัพธ์ที่คุณอยากเห็นคืออะไร? สิ่งนี้ช่วยแก้ปัญหาให้ใคร? และจะรักษาพลังใจนี้ไว้ได้อย่างไรในวันที่ความตื่นเต้นช่วงแรกมันหายไปเหลือแต่ความเหนื่อย
2. Leverage Your Competitive Advantage หาให้เจอทักษะที่เป็นตัวเรา มีความเป็นมนุษย์ที่ไม่มีใครทดแทนได้
ในยุคที่ AI สามารถทำงานเอกสารหรือวิเคราะห์ข้อมูลแทนเราได้ ทักษะที่เป็นมนุษย์อย่างแท้จริง คือสิ่งที่จะเดินทางไปกับคุณในทุก ๆ อาชีพ และไม่มีใครแย่งไปได้
มีเคสหนึ่งที่น่าสนใจ ณ บริษัทแห่งหนึ่ง หัวหน้าโปรเจกต์ด้านเทคนิคของบริษัทขนส่งระดับโลก คิดว่าทักษะของตัวเองเฉพาะทางเกินกว่าจะไปทำมาหากินอย่างอื่นได้ เธอจึงลองทำอาชีพเสริมด้วยการทำ ธุรกิจตู้หยอดเหรียญ เพื่อหา Passive Income
จุดเปลี่ยนของเรื่องนี้คือ สัญชาตญาณที่เป็นนักบริหารโปรเจกต์ทำงานทันที เธอไม่ใช่แค่คิดที่อยากจะหาอะไรทำไปวัน ๆ แต่กลับจริงจัง คิดวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า, ประชากรศาสตร์ และอัตราการเติมสินค้าอย่างเฉียบคม จนบริษัทเจ้าของตู้หยอดเหรียญประทับใจและจ้างเธอเป็นที่ปรึกษาเพื่อเทรนผู้ประกอบการรายอื่น ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังได้มุมมองด้านการวิเคราะห์ผู้บริโภคที่สดใหม่กลับมาพัฒนางานประจำของเธออีกด้วย
ดังนั้นลองสำรวจตัวเองดูว่า เรื่องอะไรที่เพื่อนร่วมงานมักเดินมาขอให้คุณช่วยบ่อย ๆ หรืองานอะไรที่คุณทำแล้วรู้สึกว่ามันง่ายดายในขณะที่คนอื่นมองว่ายาก นั่นแหละอาจจะเป็นท่าไม้ตายเฉพาะตัว หรือความถนัดเฉพาะของตัวเราที่สามารถนำไปสร้างคุณค่านอกองค์กรได้
3. Frame It as a Win for Your Organization ขายงานให้บริษัทเห็นว่า Win-Win
บางครั้งการเดินไปบอกหัวหน้าว่า "ผมอยากไปทำอย่างอื่นนอกเวลางาน" อาจฟังดูเสี่ยง แต่ถ้าคุณเปลี่ยนวิธีนำเสนอ ผลลัพธ์จะต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ผลสำรวจจาก WEF ระบุว่า 77% ของนายจ้างทั่วโลกมีแผนที่จะพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ให้พนักงานภายในปี 2030 อยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าสิ่งที่คุณไปทำมันช่วยให้คุณเก่งขึ้น บริษัทก็จะ Win ด้วยนั่นเอง
มีเคสที่น่าสนใจสำหรับเทคนิคสำหรับการพิตช์งานกับหัวหน้า ย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน ผู้บริหารธนาคารภูมิภาคคนหนึ่งอยากไปเป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัย เธอไม่ได้บอกหัวหน้าว่าเธอร้อนเงินหรืออยากดัง แต่เธอเปลี่ยนมุมมองต่อการนำเสนอในครั้งนั้นว่า
- นี่คือการสร้างภาพลักษณ์ด้านการช่วยเหลือชุมชนตามคุณค่าของธนาคาร
- นักศึกษาในคลาสคือกลุ่มผู้สมัครงานชั้นดี (Talent Pipeline) ที่จะดึงดูดเข้ามาร่วมงานกับธนาคารในอนาคต
- การสอนวิชาบริหารจัดการ จะช่วยลับคมทักษะผู้นำและการวางแผนกลยุทธ์ของเธอ เพื่อนำกลับมาใช้บริหารทีมที่ธนาคาร
แน่นอนว่า... หัวหน้าอนุมัติทันที ดังนั้นเมื่อต้องเดินไปคุยเรื่องนี้ ให้เริ่มต้นด้วย 'คุณค่าที่บริษัทจะได้รับกลับคืนมา' เสมอ ทำข้อเสนอให้เป็นรูปธรรมโดยระบุให้ชัดว่าคุณจะได้ทักษะหรือคอนเนกชันอะไรเพิ่มขึ้นมา และสิ่งเหล่านั้นจะกลับมาตอบโจทย์ เป้าหมายและกลยุทธ์สำคัญ ที่องค์กรกำลังแคร์อยู่ได้อย่างไร
4. Subtract Before Adding อยากเพิ่มสิ่งใหม่ ต้องตัดสิ่งเก่าออกให้เป็น
นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่ล้มเหลว บทความมากมายที่เราเคยอ่าน ๆ กันทั่วไปมักบอกให้เราตื่นเช้าขึ้น นอนให้น้อยลง หรือ ใช้ AI ช่วยประหยัดเวลา แต่ความจริงก็คือ ถ้าตัวเราอยากเพิ่มงานใหม่เข้ามาในชีวิต เราต้องลดหรือตัด ภาระงานปัจจุบันออกไปก่อน เพื่อสร้างพื้นที่ว่าง
งานวิจัยจาก Haas School of Business ของ UC Berkeley ที่ตีพิมพ์ใน Harvard Business Review พบว่า การนำเครื่องมือ AI มาใช้ในองค์กร ไม่ได้ช่วยลดปริมาณงานของพนักงานลงเลย แต่มันกลับทำให้งานเข้มข้นขึ้น พนักงานต้องรับขอบเขตงานที่กว้างขึ้น และเส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเวลาพักผ่อนก็เลือนลางลงไปอีก
ดังนั้น Capacity หรือเวลาที่ว่างลงไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยี แต่เกิดจากทักษะการปล่อยวางและจัดระเบียบชีวิต
เทคนิคง่าย ๆ สำหรับเรื่องนี้คือ ลองจดบันทึกเวลาของตัวเองดูสัก 2 สัปดาห์ว่าหมดไปกับอะไรบ้าง มีการประชุมไหน, งานไหน หรือการตัดสินใจอะไรที่สามารถมอบหมายให้ทีมทำแทนได้บ้าง
บางครั้งเรากอดงานไว้เพราะเราชอบความรู้สึกภูมิใจเวลามีคนมาให้ช่วยแก้ปัญหา แต่ผู้นำ หรือคนทำงานที่เก่งจริง ต้องกล้าตัด บล็อกเวลา และเซ็ตขอบเขตให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ร่างกายและจิตใจพังไปด้วย
โดยสรุปแล้ว Multidimensional Career หรือ การสร้างอาชีพใหม่นอกองค์กร ควบคู่กับงานหลัก มันคือการประกันความเสี่ยงให้กับชีวิต ไม่ว่าวันข้างหน้าจะถูกไล่ออก หรือ ลูกค้าเจ้าใหญ่จะยกเลิกสัญญา อุตสาหกรรมเดิมจะเปลี่ยนทิศทาง หรือองค์กรที่คุณอยู่จะเกิดอะไรขึ้น ตัวคุณและทักษะของคุณจะยังคงอยู่รอดและเติบโตได้เสมอ
ที่มา
- Why even executives need a side hustle
- Employers have cut 1.1 million jobs this year. Here's what's behind the wave of layoffs
- AI Doesn’t Reduce Work—It Intensifies It