หลักการสำคัญของวิธีทำให้เว็บติด AI Search ไม่ได้เริ่มจากเทคนิคซับซ้อนอะไรเลยครับ แต่เริ่มจากการเข้าใจเจตนาการค้นหา หรือ Search Intent ของผู้ใช้งานที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเราจริงๆ และเขียนเนื้อหาโดยยึด Intent เป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ AI เชื่อมั่นว่าเนื้อหานี้ตอบคำถามตรงประเด็น เหมาะจะนำไปใช้อ้างอิงเป็นคำตอบบน AI Search และไม่ว่าจะธุรกิจของคุณจะทำเว็บไซต์ด้วยตัวเอง หรือกำลังพิจารณาบริการรับทำ AI Search และบริการรับทำ SEO ต้องมีกลยุทธ์ที่เน้นเรื่อง Search Intent อย่างจริงจัง เพื่อให้ตอบโจทย์การทำการตลาดในยุค AI Search นี้ด้วย
คุณเกน รัชวิทย์ หวังพัฒนธน CEO & Managing Director ของ ANGA (แองก้า) แชร์ว่า
“ผมมองว่ากลยุทธ์การตลาดในยุค AI Search วัดกันที่ความเข้าใจพฤติกรรมและเจตนาของกลุ่มลูกค้าอย่างแท้จริง แบรนด์ที่ได้เปรียบคือแบรนด์ที่ออกแบบคอนเทนต์ให้ตอบโจทย์ ตั้งแต่ช่วงรับรู้ข้อมูล การพิจารณา ไปจนถึงการตัดสินใจของลูกค้า เว็บไซต์ที่จัดโครงสร้างเนื้อหาโดยยึด Search Intent จะช่วยให้ AI มองเห็นคุณค่าของเนื้อหาได้ชัดเจนขึ้น และสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ให้ธุรกิจในระยะยาวได้ครับ”
Search Intent คืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับ AI Search
Search Intent คือ เจตนาที่แท้จริงของผู้ใช้งานที่อยู่เบื้องหลังคำค้นหา ในตอนที่พวกเขากำลังอยากรู้ อยากเปรียบเทียบตัวเลือก หรืออยากหาคำตอบเพื่อประกอบการตัดสินใจ หน้าที่ของเราคือ การสร้างคอนเทนต์ที่ตอบคำถามสิ่งที่พวกเขาอยากรู้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งในยุค AI Search ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญมากขึ้น เพราะ AI ไม่ได้ทำหน้าที่จัดอันดับเว็บไซต์ แต่ทำหน้าที่สรุปคำตอบให้ผู้ใช้งานทันที
ดังนั้น AI จะให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ที่มีข้อมูลตรงกับเจตนาที่แท้จริงของผู้ใช้งาน มากกว่าคอนเทนต์ที่ติดอันดับสูงๆ เท่านั้น และถ้าเว็บไซต์เข้าใจ Search Intent ผิด ต่อให้เขียนเนื้อหาดีแค่ไหน โอกาสที่เว็บจะติด AI Search ก็น้อยลงเช่นกัน
Search Intent มีกี่ประเภท
Search Intent แบ่งเป็น 5 ประเภทหลักๆ ซึ่ง AI จะเลือกเนื้อหาตาม Intent ที่ตรงกับคำถามในขณะนั้นมากที่สุด ดังนี้
- Informational Intent: ผู้ใช้ต้องการข้อมูล ความรู้ คำอธิบาย เช่น คืออะไร ทำงานยังไง ดีไหม
- Navigational Intent: ผู้ใช้ต้องการไปยังแบรนด์ เว็บไซต์ หรือแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งโดยเฉพาะ
- Commercial Investigation Intent ผู้ใช้กำลังเปรียบเทียบ หาข้อมูลก่อนตัดสินใจ เช่น รีวิว ข้อดีข้อเสีย เปรียบเทียบตัวเลือก
- Transactional Intent ผู้ใช้พร้อมซื้อ พร้อมติดต่อ พร้อมลงมือทำ เช่น สมัคร ใช้บริการ ซื้อสินค้า
- Local Intent ผู้ใช้ต้องการผลลัพธ์ที่ผูกกับพื้นที่ เช่น ใกล้ฉัน ในพื้นที่นี้ ร้านไหนบริการดี
สรุปสั้นๆ คือ AI Search จะเลือกเนื้อหาที่ตอบ Intent ได้ตรงที่สุด ณ ช่วงเวลานั้น ไม่ใช่เว็บที่ครอบคลุมทุกอย่าง แต่ไม่ชัดว่าเขียนให้ใครอ่าน
Query Fanout เบื้องหลังที่ AI ใช้เข้าใจเจตนาผู้ใช้งาน

AI Search ไม่ได้มองคำค้นหาเป็นแค่ Keyword แต่จะพยายามทำความเข้าใจเจตนา หรือความตั้งใจที่ซ่อนอยู่ในคำถามที่ยาวและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ โดย AI จะใช้กระบวนการที่เรียกว่า Query Fanout เพื่อแตกคำถามหลักออกเป็นชุดคำถามย่อย เพื่อวิเคราะห์แต่ละ Intent แล้วรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งที่น่าเชื่อถือ ก่อนสรุปออกมาเป็นคำตอบเดียวที่ครอบคลุมและตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการมากที่สุด
นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนรู้สึกว่า AI ตอบคำถามได้ตรงใจ เพราะ AI ไม่ได้มองว่าการค้นหา 1 ครั้งมีเพียง 1 คำตอบเหมือนในอดีต แต่เข้าใจว่าคำค้นหาในยุค AI Search นี้มักมีหลาย Intent ซ้อนกันอยู่ เช่น อยากรู้ข้อมูล + อยากเปรียบเทียบ + อยากตัดสินใจในเวลาเดียวกัน
สรุปแล้ว AI ใช้ Query Fanout เพื่ออะไร?
- เพื่อตรวจสอบว่าผู้ใช้ต้องการ รู้, เปรียบเทียบ หรือตัดสินใจ
- เพื่อเลือกเนื้อหาที่ครอบคลุม Intent เหล่านั้นได้ดีที่สุด
- เพื่อให้เว็บไซต์มีโครงสร้างเนื้อหาชัดเจน ผู้ใช้อ่านแล้วรู้สึกว่าตอบคำถามได้จริง
จากที่ผมสังเกตเว็บที่จัดโครงสร้างเนื้อหาดี แยก Intent ชัดเจน จะถูก AI ดึงไปแสดงผลบ่อยกว่าเว็บที่เขียนยาวแต่ไม่มีจุดโฟกัส หรือเขียนไปเรื่อยนั่นเองครับ
วิธีทำให้เว็บติด AI Search ต้องเริ่มจากอะไร
ต้องเริ่มจากการเข้าใจ Search Intent ให้ถูกตั้งแต่ต้น เพราะ AI จะเลือกเนื้อหาที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานในแต่ละช่วง ก่อนเขียนหรือปรับเนื้อหา แนะนำให้ตั้งคำถามเหล่านี้ให้ชัดเจน
1. ผู้ใช้ค้นหาคำนี้ เพราะอยากรู้เรื่องอะไรเป็นหลัก
อย่ามองแค่คำค้น แต่ต้องมองด้วยว่าเขาคาดหวังคำตอบแบบไหน เช่น ผู้ใช้ค้นหาว่า “รับทำ AI Search ดีไหม ทำ SEO อย่างเดียวพอไหม” เจตนาที่ซ่อนอยู่ไม่ได้ต้องการแค่คำอธิบายว่า AI Search คืออะไร แต่เขาอาจกำลังอยากรู้ว่า
- AI Search ต่างจาก SEO แบบเดิมยังไง
- ธุรกิจจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มไหม
- ถ้าไม่ทำ จะเสียโอกาสทางธุรกิจหรือเปล่า
ถ้าเว็บตอบแค่ความหมายเชิงเทคนิค แต่ไม่แตะประเด็นการตัดสินใจของธุรกิจ AI จะมองว่าเนื้อหายังไม่ตอบ Intent ได้ครบ
2. ผู้ใช้อยู่ในขั้นไหนของกระบวนการตัดสินใจ
Search Intent ไม่ได้มีความต้องการเท่ากันในทุกช่วง ผู้ใช้บางคนอาจแค่หาข้อมูล แต่บางคนเริ่มชั่งใจแล้ว จากตัวอย่างเดิม
- ถ้าผู้ใช้เพิ่งเริ่มค้นหา เขาอาจอยู่ในช่วง Informational / Commercial Investigation อยากเข้าใจภาพรวมก่อนว่า AI Search คืออะไร และควรทำคู่กับ SEO ไหม
- ถ้าผู้ใช้เริ่มชั่งใจและหาข้อมูลเชิงลึกขึ้น เช่น เปรียบเทียบผลลัพธ์หรือแนวทางการทำ พวกเขาอาจเข้าใกล้ช่วง Decision เนื้อหาก็ควรจะช่วยเปรียบเทียบเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ
เพราะฉะนั้นเนื้อหาที่ดีต้องตอบให้ตรงช่วงเวลาของผู้ใช้ด้วย ไม่ใช่ขายทันที หรือให้ข้อมูลกว้างเกินไปจนตัดสินใจไม่ได้ ซึ่งจุดนี้จะทำให้เราเสียโอกาสทางธุรกิจไปได้เลยครับ
3. เนื้อหานี้เหมาะจะถูก AI ดึงไปตอบคำถามในบริบทไหน
AI Search ไม่ได้ดึงทุกหน้าไปใช้ในทุกสถานการณ์ แต่เลือกตามบริบทของคำถามด้วย เช่น คำถามว่า “ธุรกิจควรทำ AI Search เพิ่มจาก SEO หรือไม่” AI จะมองหาเนื้อหาที่
- อธิบายเหตุผลเชิงกลยุทธ์ว่าทำไมต้องทำทั้งสองอย่าง
- ชี้ให้เห็นความแตกต่างของผลลัพธ์ระหว่างการทำ AI Search และ SEO
- ตอบคำถามได้ครบในมุมธุรกิจ ไม่ใช่แค่เชิงเทคนิคเท่านั้น
สรุปคือ การเข้าใจ Search Intent ไม่ใช่แค่รู้ว่าผู้ใช้ค้นคำว่าอะไร แต่ต้องเข้าใจว่าเขาคิดอะไร อยู่จุดไหนของการตัดสินใจ และต้องการคำตอบแบบไหนในบริบทนั้น เว็บไซต์ที่วางเนื้อหาตามแนวคิดนี้ จะมีโอกาสติด AI Search มากขึ้นแน่นอนครับ
Search Intent จึงเป็นรากฐานของคอนเทนต์ในยุค AI Search
หนึ่งในวิธีทำให้เว็บติด AI Search และเป็นวิธีที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้คือ การทำความเข้าใจ Search Intent ของผู้ใช้งาน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของธุรกิจเรา Search Intent จึงเป็นรากฐานสำคัญของการทำคอนเทนต์ และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ในภาพรวม เว็บไซต์ที่รู้ว่าเนื้อหาของตัวเองสร้างมาเพื่อตอบใคร ตอบคำถามอะไร และตอบในบริบททางธุรกิจแบบไหน จะมีโอกาสถูก AI เลือกก่อนใคร และสร้างโอกาสทางการตลาดได้มากกว่าในระยะยาว ท่ามกลางการแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วย AI มากขึ้นทุกวัน