หมดยุคตื่นโค้ด? เปิดสถิติปี 2026 เมื่อผู้นำหลายคนหันมาแย่งตัว ‘ครีเอทีฟสายกลยุทธ์’ เจาะลึกเหตุผลที่คนสายครีเอทีฟขึ้นแท่นกลุ่มที่ AI ทดแทนได้ยากที่สุด
ในอดีตนั้น ปฎิเสธไม่ได้ว่าทักษะสายเทคนิคขั้นสูงอย่างการเขียนโค้ด (Coding) หรือการพัฒนาโปรแกรมอาจเป็นตั๋วทองสู่ความมั่นคงในอาชีพการงาน แต่ผลสำรวจล่าสุดในปี 2026 จาก Resume.org และงานวิจัยจาก University of Toronto กำลังส่งสัญญาณเตือนว่าจังหวะเกมได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยขอแบ่งข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจได้ง่ายออกเป็น 4 ข้อใหญ่ ๆ .
1. เมื่อสายคิด มูลค่าแซงสายโค้ด จากผลกระทบของ AI Disruption
เมื่อ AI สามารถจัดการงานเชิงเทคนิคได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทักษะความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) การสื่อสาร และการเล่าเรื่อง (Storytelling) จึงกลายมาเป็นคุณค่าระดับพรีเมียมที่หุ่นยนต์ยังเลียนแบบได้ยาก โดยผลสำรวจจาก Resume.org ที่สำรวจผู้จัดการฝ่ายจ้างงาน 991 คนในสหรัฐฯ ที่สำรวจผู้จัดการฝ่ายจ้างงาน 991 คนในสหรัฐฯ รายงานโดย Illinois Business Journal และงานวิจัยจาก University of Toronto ที่วิเคราะห์ประกาศงานกว่า 9,000 รายการ พบว่า
57% ของผู้จัดการฝ่ายจ้างงานบอกว่าพนักงานที่มีทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และ Storytelling มีคุณค่ามากกว่าคนที่มีทักษะด้านเทคนิคอย่างการเขียนโค้ด โดยมีเพียง 26% เท่านั้นที่คิดตรงข้าม
57% มั่นใจว่า พนักงานสายครีเอทีฟเป็นกลุ่มที่ AI จะเข้ามาทดแทนได้ยากที่สุด ซึ่งสูงกว่าฝั่งสายเทคนิค (ที่มีเพียง 31%) เกือบเท่าตัว
โค้ดดิ้งคือทักษะเดียวที่ผู้จัดการฝ่ายจ้างงานบอกว่ามีคุณค่าน้อยลง ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดย 14% ระบุชัดว่าโค้ดดิ้งถดถอยลง
ทักษะที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้น มากที่สุดใน 5 ปีที่ผ่านมา- ความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือ AI (AI tool proficiency): 81%- การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic thinking 73%- ความคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking): 68%- การสื่อสารและการเล่าเรื่อง (Communication and storytelling): 64%
2. ทำไม AI ถึงแทนความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้ และอุตสาหกรรมไหนต้องการตัวมากที่สุด
เหตุผลที่ผู้นำมองว่าทำไม AI ถึงแทนความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้ โดยตัวเลขระบุไว้ว่า
- 76% บอกว่าทักษะสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ AI ทำซ้ำได้ยาก
- 72% บอกว่าพนักงานสายสร้างสรรค์มีส่วนร่วมกับกลยุทธ์และการตัดสินใจมากกว่า
- 69% สามารถแปลงไอเดียที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องราวหรือ Insight ที่เข้าใจง่าย
- 51% ทำหน้าที่เป็นคนขัดเกลา, ตรวจทาน และพัฒนาคอนเทนต์ที่ถูกผลิตขึ้นด้วย AI อีกทีหนึ่ง
คุณ Kara Dennison หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาอาชีพจาก Resume.org ได้พูดไว้เพิ่มเติมว่ามูลค่าของการโค้ดดิ้งกำลังเปลี่ยนไปเพราะ AI สามารถทำงานเทคนิคหลายอย่างได้เร็วและทำได้ทีละมาก ๆ ทั้งเจนโค้ด แก้บั๊กอัตโนมัติ ทำให้ความขาดแคลนในอดีตหมดไป ในทางกลับกัน ความคิดสร้างสรรค์และการเล่าเรื่องกลับสำคัญขึ้น เพราะมันช่วยให้องค์กรตีความ นำทาง และใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
และสิ่งที่น่าสนใจคืออุตสาหกรรมที่ให้คุณค่ากับทักษะสร้างสรรค์มากที่สุด ไม่ใช่แค่สาย Creative โฆษณาหรือมีเดีย แต่เป็น Financial Services และ Technology ที่นำโด่ง
- Financial Services - 66%
- Technology 65%
- Education 59%
- Government 58%
- Manufacturing 56%
(หมายเหตุ: ธุรกิจการเงินติดอันดับต้น ๆ สะท้อนว่าเมื่องานคำนวณถูกเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติ การสื่อสารเรื่องยาก ๆ และการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าจึงกลายเป็นจุดต่างสำคัญแทน)
3. ธุรกิจปีนี้องค์กรไม่ได้เลิกจ้างสายครีเอทีฟ แต่กำลังเกิดการจัดระเบียบโครงสร้างใหม่
34% ของบริษัทมีการเลย์ออฟพนักงานสายครีเอทีฟอันเป็นผลมาจาก AI (ส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งระดับปฏิบัติการ เช่น งานเขียนดราฟต์แรก งานดีไซน์พื้นฐาน หรือคอนเทนต์เบื้องต้นที่ AI ทำแทนได้ไว)
39% ของบริษัทกลับเพิ่มการจ้างงานในตำแหน่งครีเอทีฟระดับสูง (Higher-level) ที่โฟกัสเรื่องกลยุทธ์ การพัฒนาเรื่องราว และเสียงของแบรนด์ (Brand Voice)
48% กำลังเร่งอัปสกิล (Upskill) ให้พนักงานสายครีเอทีฟเดิม ซึ่งเป็นอัตราที่สูงเท่ากับการอัปสกิลสายเทคนิค
4. Recruitment Trap กับดักคำว่า ‘อัจฉริยะ’ ที่กำลังไล่คนเก่งออกไป
แม้ว่าความต้องการตัวชาวครีเอทีฟจะสูงมาก แต่งานวิจัยล่าสุดจาก University of Toronto ที่วิเคราะห์ประกาศรับสมัครงานกว่า 9,000 ตำแหน่ง พบว่า องค์กรส่วนใหญ่กำลังใช้ภาษาที่ผิดในการตามหาคนเก่ง
ผู้บริหารส่วนใหญ่มักติดกับดักการใช้ Genius Language ในประกาศงาน เช่น คำว่า Genius (อัจฉริยะ), Visionary (ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล), Unique (โดดเด่นไม่ซ้ำใคร) ซึ่งถูกใช้บ่อยกว่าคำแนว Explorer Language หรือคำที่สื่อสารถึง Curious (กระหายเรียนรู้), Observant (ช่างสังเกต), Experimental (ชอบทดลอง), Collaboration (ร่วมมือกัน) ถึงสองเท่า!
ตัวอย่างคำที่มักจะใช้พลาดคือ เรากำลังตามหา ครีเอทีฟอัจฉริยะ (Creative Genius) มาร่วมทีม ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการใช้คำว่าอัจฉริยะหรือความปราดเปรื่อง (Brilliance) ซึ่งแสดงให้เห็นถึง Fixed Mindset บางอย่าง โดยเฉพาะแคนดิเดตผู้หญิง เพราะคำเหล่านี้เชื่อมโยงกับภาพจำของสภาพแวดล้อมการทำงานแบบชายเป็นใหญ่ (Masculine work environment)
ผลการทดลองจริงกับคนหางาน 2,000 คน
เมื่อนักวิจัยแบ่งใบประกาศรับสมัครงานตำแหน่งเดียวกันออกเป็น 2 เวอร์ชัน (เวอร์ชัน Genius Language VS เวอร์ชัน Explorer Language) พบว่า ทั้งเพศชายและเพศหญิงเลือกสมัครงานในเวอร์ชัน "Explorer Language " มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ แถมยังดึงดูดกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย และได้ใบสมัครจากคนที่ทำคะแนนทดสอบประสิทธิภาพความคิดสร้างสรรค์ได้สูงกว่าอีกด้วย!
Solution: วิธีเขียนใบประกาศงานเพื่อดึงดูดตัวท็อปสายครีเอทีฟ
งานวิจัยจาก University of Toronto ที่ตีพิมพ์ใน Harvard Business Review ได้ให้คำแนะนำแก่องค์กรในการปรับปรุง Recruitment Language ไว้ดังนี้
✅ คำที่ควรใช้ (Explorer Language): มักจะใช้คำเหล่านี้ Experimentation (การทดลอง), Trial and Error (การลองผิดลองถูก), Exploration (การสำรวจค้นหา), Collaboration (การร่วมมือทำงาน), Curiosity (ความกระหายเรียนรู้), Feedback (การรับฟังข้อเสนอแนะ)
❌ คำที่ควรเลี่ยง (Genius Language): Genius (อัจฉริยะ), Inner talent (พรสวรรค์ภายใน), Brilliant (ปราดเปรื่อง), Gifted (มีพรสวรรค์)
ที่มา
- These are the application keywords that will bring in top creative talent
- 6 in 10 hiring managers say creative thinkers are ‘more valuable’ than coders
- 6 in 10 Hiring Managers Say Creative Thinkers Are More Valuable Than Coders in the Age of AI