ปี 2026 จึงอาจไม่ใช่เราจะทำคอนเทนต์อะไรให้ Gen Z เห็น แต่ต้องคิดใหม่ว่าเราจะเป็นแบรนด์แบบไหน ที่ Gen Z รู้สึกว่าเชื่อได้ และอยากให้เข้ามาอยู่ในชีวิตจริงของเขา”
นี่คือกลุ่มประชากรที่ถูกเรียกว่า ‘Digital Natives’ อย่างแท้จริง เพราะ GenZ โตมาพร้อมกับสมาร์ทโฟน มีตัวเลือกในมือมหาศาล และที่สำคัญที่สุดคือคนกลุ่มนี้มี เครื่องตรวจจับความไม่จริงใจ (Bullshit Detector) ที่ทำงานได้แม่นยำกว่ายุคไหน ๆ
ล่าสุด YouGov ได้ปล่อยรายงาน The Gen-Z Brand Leaderboard 2026 ซึ่งเก็บข้อมูลจาก 10 ตลาดทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อดูว่าแบรนด์ไหนที่ครองใจคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ได้อยู่หมัด ซึ่งเป็นการสะท้อนภาพชัดมากว่า แบรนด์ที่จะชนะใจ Gen Z ในปี 2026 ไม่ใช่แบรนด์ที่ดัง หรือแบรนด์ที่อยู่มานาน แต่คือแบรนด์ที่เข้าใจชีวิตจริง ๆ ของคนรุ่นนี้ได้มากพอ รวมถึงการสร้าง Trust และ Utility ในระดับที่ลึกซึ้ง ซึ่งทาง CREATIVE TALK ได้สรุปออกมาให้เป็น 5 เรื่องที่แบรนด์ คนทำงาน และคนทำธุรกิจ ต้องอัปเดตและนำไปปรับใช้จริง
แบรนด์จะชนะใจ Gen Z ในปี 2026 ได้อย่างไร! สรุปมาให้แล้ว 4 เรื่องที่แบรนด์ คนทำงาน และคนทำธุรกิจ ต้องอัปเดตและนำไปปรับใช้จริง
1. ถอดรหัสพฤติกรรมสิ่งที่ GenZ กำลังเผชิญและให้ความสำคัญในปี 2026
หนึ่งในส่วนที่สำคัญที่สุดของการถอดรหัสว่าอะไรคือสิ่งที่หล่อหลอม Gen Z เป็นเขาในวันนี้คือภาพของคนรุ่นนี้ไม่ได้มีแค่ความกล้าลอง ความเร็ว หรือความเป็น digital native เท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยความตึงเครียดระหว่างความมั่นคง และ การแสดงออกความเป็นตัวเอง โดยในงานวิจัยระบุคุณค่าที่ Gen Z ให้ความสำคัญมากที่สุดคือ
- 49% ให้ความสำคัญกับ สุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดี
- 42% ให้ความสำคัญกับ ความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเงิน
- 34% ให้ความสำคัญกับ ความสำเร็จและความก้าวหน้าในอาชีพ
- 34% ให้ความสำคัญกับ ครอบครัวและชุมชน
- 26% ให้ความสำคัญกับ อิสระส่วนตัวและการแสดงออก
ขณะเดียวกัน GenZ มากกว่าครึ่งยังเห็นด้วยกับประโยคที่ว่า “ฉันมักรู้สึกกังวลกับชีวิตของตัวเอง” โดยตัวเลขอยู่ที่ 59% ในสิงคโปร์, 52% ในมาเลเซีย, 61% ในอินโดนีเซีย, 59% ในไทย และ 59% ในเวียดนาม
นั่นหมายความว่า ถ้าแบรนด์ยังมอง Gen Z เป็นแค่กลุ่มที่ชอบของใหม่ สนุกกับโซเชียล และเบื่อง่าย มันคงไม่ถูกไปซะทีเดียว เพราะ GenZ หลายครั้งอยากมีอิสระ แต่ก็อยากมั่นคง อยากเป็นตัวเอง แต่ก็ต้องอยู่ให้ไหว อยากใช้ชีวิต แต่ก็ต้องจัดการกับความกดดันในแต่ละวัน และเมื่อแบรนด์เข้าใจจุดนี้ วิธีการสื่อสารทั้งหมดก็จะเปลี่ยนไปทันที
2. แบรนด์ที่ขึ้นนำ ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์ดัง แต่เป็นแบรนด์ที่ “ถูกใช้จริง”
จาก Report มีข้อมูลที่น่าสนใจอย่าง Top 5 brands recently used by GenZ หรือแบรนด์ที่ GenZ แบรนด์ที่ Gen Z ใช้งานล่าสุดมากที่สุดโดยแบรนด์ที่ขึ้นมานำในแต่ละประเทศ ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์ที่สื่อสารเก่ง แต่คือแบรนด์ที่ฝังอยู่ในกิจวัตรของผู้คนที่ถูกใช้งานจริง
Top 5 brands recently used by GenZ ในสิงคโปร์ 5 อันดับแรกคือ
- WhatsApp (74.9%)
- YouTube (71.1%)
- Instagram (70.3%)
- Telegram (64.9%)
- Google (60.6%)
Top 5 brands recently used by GenZ ในอินโดนิเซีย 5 อันดับแรกคือ
- WhatsApp (77.9%)
- Shopee (77.1%)
- Instagram (73.5%)
- YouTube (70.6%)
- Indomie (70.3%)
Top 5 brands recently used by GenZ ในประเทศไทย 5 อันดับแรกคือ
- YouTube (72.5)
- TikTok (72.4)
- Facebook (70.7)
- 7-Eleven (69.1)
- Shopee (60.2)
อีกข้อมูลที่น่าสนใจของ Top 10 brands gaining consideration among GenZ หรือแบรนด์ที่คนไทย GenZ สนใจจริง ๆ และมีการพิจารณาเลือกซื้อสินค้า ได้แก่ TikTok, ศรีจันทร์, 7-Eleven, Shopee, Vaseline, Thai Airways, Garnier, Makro และ KFC
ข้อมูลนี้กำลังบอกว่า ไม่ใช่แค่ว่าแพลตฟอร์มไหนดัง แต่กำลังบอกว่า แบรนด์ที่อยู่แถวหน้าในสายตา Gen Z คือแบรนด์ที่อยู่ในชีวิตจริงของเขาแทบทุกวัน บางแบรนด์ตอบเรื่องการสื่อสาร บางแบรนด์ตอบเรื่องความบันเทิง บางแบรนด์ตอบเรื่องความสะดวก และบางแบรนด์ตอบเรื่องการกินและการซื้อของ
เพราะฉะนั้น เวลาแบรนด์ถามว่าทำอย่างไรถึงจะชนะใจ Gen Z คำตอบแรกอาจไม่ใช่ทำคอนเทนต์แบบไหน แต่ต้องคิดแล้วว่า “แบรนด์ของเราเข้าไปมีบทบาทในชีวิตเขาตรงไหนได้บ้าง” ต่อให้คุณไม่ได้เกิดมาเป็นแบรนด์ของ GenZ ตั้งแต่ต้น แบรนด์ก็ยังมีสิทธิ์ถูกเลือกได้ ขอแค่วิธีพูด วิธีวางตัว และวิธีเข้าไปอยู่ในชีวิตของคนรุ่นนี้มันจริงมากพอ
3. อย่าทำให้ GenZ เสียความรู้สึกเพราะจะส่งผลเสียที่มีมูลค่ามากจะประเมินได้
จากรีพอร์ตระบุข้อมูลที่น่าสนใจไว้ว่า “89% ของ Gen Z เคยหยุดซื้อสินค้าจากแบรนด์ เพราะหมดความเชื่อใจ” และสิ่งที่ทำให้พวกเขาเสียความเชื่อมั่นมีชัดเจนอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ
- 17% หมดความเชื่อมั่น หากแบรนด์เปลี่ยนคุณค่าหรือทิศทางของตัวเอง
- 16% หมดความเชื่อมั่น หากแบรนด์มีแนวทางทำธุรกิจที่ไม่ถูกต้องทางจริยธรรม
เหตุนี้จึงทำให้คำว่าของแทร่! หรือ Authenticity มีผลอย่างมากต่อการซื้อจริง การอยู่ต่อ และการเลิกใช้จริง รวมไปถึง GenZ มีแนวโน้มโพสต์เชิงลบมากกว่า 2 เท่า ถ้าแบรนด์ทำสิ่งที่ไม่ตรงกับสิ่งที่ตัวเองพูดไว้ คนรุ่นนี้ไม่ได้แค่เงียบหาย แต่มีโอกาสสะท้อนออกมาสู่สาธารณะด้วย ดังนั้นในโลกที่ทุกอย่างเร็วมาก แบรนด์ที่รอดจึงไม่ใช่แค่แบรนด์ที่พูดเก่ง แต่คือแบรนด์ที่พูดอย่างไร ก็ทำอย่างนั้นด้วย นั่นเอง
แต่ในอีกด้าน Gen Z ก็พร้อมรัก พร้อมแชร์ และพร้อมพาแบรนด์โตเหมือนกัน โดยจากรีพอร์ตระบุไว้ว่า
- 27% รู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ซื้อ หรืออยากเล่าถึงสิ่งที่ตัวเองซื้อ
- 20% ประทับใจกับแพ็กเกจจิ้งหรือประสบการณ์ตอนแกะกล่อง
- 21% เห็นคนอื่นกำลังพูดถึง แล้วอยากเข้าไปมีส่วนร่วม
นั่นหมายความว่า GenZ มีความชัดเจนสูงในการเลือกสูง ถ้าการซื้อครั้งนั้นทำให้ GenZ รู้สึกดี ถ้าประสบการณ์มันมีบางอย่างที่อยากหยิบขึ้นมาเล่า พวกเขาก็พร้อมกลายเป็นสื่อให้แบรนด์โดยอัตโนมัตินั่นเอง
4. GenZ ให้ความสนใจกลุ่มสินค้าประเภทไหน และช่องทางการซื้อไหนบ้าง ?
GenZ ถือเป็นกลุ่มที่ซื้อของแบบ Online-first โดยเฉพาะในประเทศไทยสูงถึง 64% รองลงมาเป็นอินโดนิเซีย 62% ซึ่งหมวดสินค้าที่ซื้อผ่านออนไลน์เป็นหลัก ได้แก่
- Fashion & Accessories (76%)
- Electronics & Appliances (60%)
- Lifestyle & Leisure (60%)
- Health & Beauty (55%)
- Home & Living (29%)
- Groceries & Household Essentials (26%)
รวมไปถึงในด้านช่องทางการซื้อที่ GenZ ใช้งานมากที่สุดในระดับ Regional จะเห็นว่า
- E-Commerce Marketplace (63%)
- Social Commerce (53%)
- Live streaming commerce (40%)
- Brand websites / mobile apps (22%)
- Messaging apps (20%)
- Secondhand or resale platforms (14%)
และอีกสถิติที่น่าสนใจคือ 63% ของ Gen Z เคยซื้อผ่าน Livestream ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และ 79% ของ Gen Z เคยซื้อผ่าน Social Commerce ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้นนี่คือสัญญาณชัดว่า สำหรับ Gen Z คอนเทนต์ กับ คอมเมิร์ซ แทบไม่ได้แยกจากกันแล้ว ดังนั้นแบรนด์ที่คิดว่า Social มีไว้สร้าง Awareness อย่างเดียว อาจกำลังมองช้าเกินโลกจริงไปหลายจังหวะแล้ว
หากใครที่สนใจอยากอ่านเพิ่มเติมสำหรับ Report นี้ สามารถไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่