ความท้าทายของผู้นำยุคใหม่ จึงไม่ใช่แค่การอัปสกิล และลงทุนในทุก Movement แต่เป็นการมองมิติต่าง ๆ อย่างละเอียด
Session นี้ชวนมาเปิดห้องฉุกเฉินพิเศษ แล้วคุณจะค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่นำไปปรับใช้ได้จริง
1. สร้างทีม “เซนทอร์” ผู้ใช้ AI อย่างแข็งแกร่ง
โดยงานวิจัยชี้ว่าหากองค์กรลงทุนใน AI จะมีโอกาสสำเร็จขึ้น 21% แต่หากลงทุนด้านกำลังคนด้วย จะเพิ่มโอกาสเป็นเท่าตัวถึง 42% เมื่อคนเรามีความพิเศษที่เรียกว่า “จินตนาการ (Imagination)” ที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นจริง
กลับกันเมื่อเรามีชุดข้อมูลไม่มากพอ AI ย่อมหลุดฟุ้ง นำมาสู่ผลลัพธ์ที่ที่ “เชื่อว่าจริง (Hallucination)” เมื่อไหร่ก็ตามที่มันมีข้อมูลไม่เพียงพอ การต่อยอดเนื้องานจึงเป็นไปแบบไร้พื้นฐาน ไร้จินตนาการที่จับต้องได้จริง
เช่น หากถามเรื่องวิสัยทัศน์องค์กร AI อาจจะตอบไม่ได้ชัดเจน เพราะเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ไม่มีข้อมูลให้หยิบใช้ได้ หรือดีไซน์โทรศัพท์มือถือในอนาคตจะเป็นอย่างไรก็ตอบยาก
ฉะนั้นองค์กรจึงควรมุ่งเน้นการสร้างคนให้เป็น “เซนทอร์” หรือสิ่งมีชีวิตในเทพนิยาย ครึ่งคนครึ่งม้า ซึ่งมีพละกำลังเหนือคน (Human) และปัญญาเหนือม้า (AI) ทำอย่างไรให้คนทำงานเราๆ สามารถนำ AI มากกว่าจะให้ AI นำเรา
หรือถ้าในโลกปัจจุบัน ทำอย่างไรให้เราขับรถแล้วมี AI เป็นกระจกมองหลังที่ดีเยี่ยม มองข้อมูลเป็นล้านได้ในเสี้ยววินาที ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่ AIS Academy ใช้ข้อมูลประยุกต์มาสร้างสรรค์หลักสูตรในการสร้างกำลังคนที่อัปสกิลขึ้นจากเดิม และรู้เท่าทัน AI ในทุกกระบวนการ
2. “Trust Literacy” คือรากฐานสู่การเปลี่ยนผ่าน
แปลกแต่จริงที่ทุกวันนี้ คนทำงานรุ่นใหม่มากมายเริ่มหันมา “เชื่อ AI” มากกว่าจะเชื่อในหัวหน้าหรือพี่ในทีม ที่อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์เขามากพอ ทั้งในด้านศักยภาพการทำงานหรือความสบายใจในการเข้าหา
จนพบว่า “ความเชื่อใจ (Trust)” หล่นหายไประหว่างทาง จากเมื่อก่อนที่เราเคยเชื่อในคนด้วยกันจากคำแนะนำของเพื่อน จากสื่อ จาก Paper หลักฐานยืนยันมาตรฐานสินค้าและบริหาร รวมถึงจากชุดข้อมูลที่มีหลักฐานชัดเจน แต่ในเมื่อคนด้วยกันอาจมีขีดจำกัดด้านอารมณ์ ความรู้ และความเร็ว ลูปนี้จึงวนกลับไปที่การเอนเกจกับ AI เพื่อสร้าง “Output” หรือผลลัพธ์ที่ตรงใจ พร้อมใช้งาน
เช่นนี้การสร้าง “Trust Literacy” ให้เกิดขึ้นในองค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยผู้นำสามารถทบทวนศักยภาพผ่านโมเดล A-B-C-D
A - Able ความสามารถ (AI ยัง Disruptได้)
B - Believable สร้างความเชื่อมั่น
C - Connected มีความสัมพันธ์ดีต่อกัน ทำงานจูนติดง่าย
D - Dependable ให้ความรู้สึก “พึ่งพา” พร้อมซัพพอร์ตเราได้ตลอดทาง
เหมือนเก้าอี้ 4 ขาเป็นที่ต้องวางให้แน่น เพราะถ้ามีสักขาที่เริ่มโยก ทีมงานจะเริ่มเคลือบแคลงกับผู้นำหรือหัวหน้า และหันไปพึ่งพา AI ต่อ ขณะเดียวกันผู้นำก็ไม่เชื่อในงานที่น้องส่งมา ด้วยความไม่แน่ใจว่างานที่ได้จาก AI เป็นแก่นนั้นมีคุณภาพตอบโจทย์จริงหรือเปล่า?
สิ่งนี้เรียกว่าภาวะ “Trust Shift” ที่ความเชื่อใจจากคนถูกโยกไปอยู่กับ AI จึงต้องสร้าง “Trust Literacy” ที่คนทำงานจะรู้ว่าควรสร้าง Trust ระหว่างกันคืนมาอย่างไร โดยเริ่มจาก Understand - เข้าใจ AI / Verify - ตรวจกรองให้เป็น / Collaborate - ทีมมาคิดต่อยอดด้วยกัน
และที่สำคัญคือ Decide - เมื่อทุกวันนี้งานก็ยังต้อง Approve ผ่านคน ตรงนี้องค์กรสามารถชวนทีมตัดสินใจร่วมกัน เช่น ถามน้องว่าใช้ AI อย่างไร มีการใช้แบบไหน สิ่งนี้จะทำให้ Trust Literacy เกิด ความเชื่อใจในคนด้วยกันย่อมกลับมาและเพิ่มขึ้นได้มากกว่าเดิม
3. เปลี่ยน “AI ผู้ช่วย” สู่ “Agentic AI” ที่รับจบ
โดยเฉพาะการมาของ Claude Cowork ที่เข้ามาเขย่าวงการทำงาน และฉายภาพความเก่งของ Agentic AI
ได้ชัดเจนในการ Automate งานได้ครบลูปยิ่งขึ้น ตั้งแต่การบริหารจัดการไฟล์ คิดวิเคราะห์ ต่อยอด และทำงานให้บรรลุเป้าหมายได้ด้วยตัวเอง เสมือนเป็นเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่สามารถ “รับจบ” งานแทนเราได้เกือบทั้งหมดเพียงแค่วางเป้าหมาย (Specific Prompt) ให้ชัดเจน
สิ่งนี้อาจทำให้ “คุณค่า” ขอคนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องแข่งความเก่งในเชิงประมวลผลกับ เครื่องมือที่เก่งขึ้นอย่าง Agentic AI แต่ต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็น “Goal Setter” หรือผู้กำหนดเป้าหมายที่คมชัดในตัว ว่าอะไรสำคัญ (Matter) กับงานและธุรกิจจริงๆ เพราะหากระบุข้อมูลผิด ผลเสียย่อมใหญ่กว่า ต้องใช้พลัง ใช้เวลามากขึ้นตามฟังก์ชันที่มีมากขึ้นนั่นเอง
4. ถึงเวลาสร้าง “แผนก AI” ในองค์กร
ในอดีตเราอาจเคยตั้งคำถามว่า “ทำไมองค์กรต้องมีแผนก HR?” วันนี้คำถามเดียวกันนั้นกำลังเกิดขึ้นกับ AI ซึ่งคำตอบคือ “ควรมีอย่างยิ่ง” เพราะการนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่ใช่แค่เรื่องของแผนกใดแผนกหนึ่ง แต่คือการสร้าง “Reusable Component” หรือการแชร์ทรัพยากรร่วมกันเพื่อให้ทุกส่วนงานมีมาตรฐานเดียวกัน ช่วยลดต้นทุนในการลองผิดลองถูก และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากกว่าการต่างคนต่างทำ
ในเชิงการทำงาน แผนก AI จะทำหน้าที่เป็น “เจ้าภาพ” หลักในการเชื่อมโยงข้อมูลจากแผนกต่าง ๆ มาป้อนให้ AI เก่งขึ้น หลากหลายขึ้น ผ่านความเข้าใจเนื้องานแต่ละส่วน และระบบ Security
เช่น กำหนดให้ทุกแผนกใช้ AI ที่มีความเป็น HR องค์กรเดียวกัน ช่วยลดต้นทุน แชร์ DATA resource กัน ให้มีองค์ความรู้ด้านการรับสมัครคนได้ใกล้กัน โดยมีระบบ Security หรือความรู้ด้านกฎหมายของ HR คอยรองรับ เพราะไม่ใช่ทุกแผนกจะมีสกิลหาคนได้เก่งแบบ HR การสร้าง AI ด้านนี้มาใช้ร่วมกัน จึงสร้างคุณค่าต่อองค์กรในหลายแง่มุม
แต่ไม่ควรติดตั้ง AI ในแผนกใดแผนกหนึ่งมากเกินไป มิเช่นนั้นโทนในการใช้ และกระบวนการงานจะเป็นไปในทิศทางแผนกนั้น ๆ จนเป็นมิติเดียว เช่น หากเทรน AI ให้เป็น HR อย่างเดียว ชุดความคิดและ Output ย่อมเป็นในเชิงการพัฒนาคนเป็นแกนหลัก
เมื่อมี AI อัปเดตใหม่ องค์กรต้องการอัปเกรดระบบ ก็สามารถขับเคลื่อนได้จากจุดศูนย์กลางเดียว ช่วยให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง มีมาตรฐาน และพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง
Session: AI Emergency Room: เจาะ 4 คำถาม AI ที่คนต้องการคำตอบ
โดย- คุณฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ Head of AIS Academy Department
- คุณภีศเดช เพชรน้อย Co-founder and Technologist of BASE Playhouse
- สถาพน พัฒนะคูหา CEO, Guardian AI
- ไชยพงศ์ ลาภเลี้ยงตระกูล CEO of PAM Real CDP and President of MarTech Association Thailand
สำหรับใครที่อยากรับฟังแบบจัดเต็มทุก Session สามารถรับชมย้อนหลัง ในรูปแบบออนไลน์ทุกเซสชัน ได้ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. - 31 ต.ค. 2026

หรือถ้าใครยังไม่มีบัตร สามารถซื้อบัตรดูย้อนหลังได้ที่ Zipevent


