คนทำงานในวันนี้แค่ ‘เก่ง’ อย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไป เพราะคนเก่งหลายคนมักขาดความ ‘มั่นใจ’ ในการสื่อสาร ช่องว่างระหว่าง ‘ภาษา’ นี้ทำให้คนทำงานหลายคนเสียโอกาสในการทำงานอย่างมาก ทั้งที่ก็มีประสบการณ์และความสามารถไม่ต่างจากคนที่พูดภาษาอังกฤษได้
ปัญหาของ Confidence Gap นี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม เนื่องจากมีผลสำรวจมากมายที่ชี้ชัดว่า ‘ประเทศไทยยังอ่อนเรื่องภาษา’
ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 116 จากทั้งหมด 123 ประเทศ และถูกจัดอยู่ในกลุ่มระดับความสามารถต่ำมาก (Very low) จากผลสำรวจ EF Education First ในปี 2025
58% ขององค์กรในไทยประสบปัญหาในการหาคนทำงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในเอเชีย อ้างอิงจาก HAYS ในปี 2025
79% ของคนไทยที่กำลังหางาน ต้องการโอกาสในการทำงานระดับนานาชาติ แต่ภาษาอังกฤษคืออุปสรรคอันดับ 1 ที่ขวางทางอยู่ อ้างอิงจาก Global Talent Survey ในปี 2024
Gap ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เป็นเพราะว่าคนทำงานยุคนี้ ‘ไม่เก่ง’ แต่เป็นเพราะคนยังขาดทักษะที่ใช้ใน ‘การสื่อสาร’ จริง ดังนั้นวันนี้ภาษาอังกฤษไม่ใช่สิ่งที่ ‘ควรมี’ แต่คือสิ่งที่ ‘ต้องมี’ เพื่อสร้างโอกาสในการทำงานมากยิ่งขึ้น
ถึง ‘ภาษาอังกฤษ’ จะเป็นสิ่งที่ต้องมีในองค์กร แต่หลายครั้งองค์กรส่วนใหญ่มักตกม้าตายกับการตั้ง Goal ที่สร้างผลลัพธ์ไม่ได้จริง เลยกลายเป็นวงจร ดังนี้
- ตั้งระยะเวลาในการเรียน 3-6 เดือน เมื่อตั้งคอร์สเรียนที่สั้น ทำให้องค์กรไม่สามารถวัดผลของพนักงานได้
- Low Engagement สิ่งที่ตามมาก็คือผู้เรียนไม่รู้สึกว่าต้องเรียน
- Poor ROI เมื่อผู้เรียนไม่อยากเรียน สุดท้ายผลลัพธ์ของการเรียนก็วัดผลไม่ได้
- โดนลด Budget สุดท้ายกลายเป็นองค์กรลด Budget ในส่วนนี้เพราะว่าไม่ได้สร้าง Impact ที่ตามมากับการลงทุน
ซึ่งจะเห็นได้ว่า องค์กรส่วนใหญ่มักปลูกฝังให้เราได้ใช้ภาษาอังกฤษแบบ ‘Language Learning’ คือการจำ และนำไปใช้ แต่ไม่เคยสอนแบบ ‘Language Acquisition’ คำถามสำคัญที่องค์กรต้องย้อนถามตัวเองวันนี้ คือ จะเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้อย่างไร ให้พนักงานเกิดการ Acquisition หรือซึมซับภาษาอังกฤษได้จริง เพื่อสร้างความมั่นใจในการสื่อสารและยกระดับศักยภาพของคนในองค์กรให้ไปได้ไกลกว่าเดิม?
บิดาแห่งวงการภาษาอังกฤษอย่าง Dr. Stephen Krashen เคยสร้างทฤษฎีที่ทำให้การใช้ภาษาอังกฤษของเรา ‘สื่อสาร’ ได้จริง ผ่าน 2 ข้อ ประกอบด้วย
- Acquisition Learning Hypothesis คือการต้องได้รับภาษานั้นได้โดยไม่ต้องตั้งใจเข้าใจกฎไวยากรณ์ แต่ต้องอยู่กับมัน ซึมซับมัน
- Monitor Hypothesis คือไม่ต้องคิดเยอะ เมื่อไหร่ที่เราคิดเยอะ มันทำให้สมองกลัวไปหมด
ดังนั้นการเรียนภาษาอังกฤษให้สนุก ต้องเริ่มจากการฟัง และพูด ไม่จำเป็นต้องเรียนทฤษฎี
ทางออกของปัญหาทั้งหมดนี้ คือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพราะการเรียนภาษาอังกฤษที่ดีที่สุด คือการได้เรียนแบบ 1 on 1 แต่ในความเป็นจริง องค์กรไม่สามารถจ้างครูมาสอนพนักงานแบบตัวต่อตัวได้ทุกคนเพราะข้อจำกัดทางต้นทุนที่มีเยอะ นั่นเลยทำให้แพลตฟอร์ม AI อย่าง ELSA ตอบโจทย์ขององค์กรอย่างมาก
เพราะ ELSA มาพร้อมเทคโนโลยี AI ที่มีฟังก์ชันในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อองค์กร โดยทำงานในรูปแบบ Agentic AI ที่ไม่ได้แค่ตอบคำถามทั่วไป แต่ถูกออกแบบมาเพื่อทำภารกิจเฉพาะด้าน และยัง Record เก็บไว้เพื่อให้องค์กรสามารถดูความเคลื่อนไหวของพัฒนาการได้แบบเรียลไทม์
ดังนั้น ELSA จึงเป็น AI ที่ตอบโจทย์เรื่องนี้ในการทำงาน เพราะถ้าพนักงานได้รับ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ก็จะสามารถฝึกฝน และสร้างความมั่นใจได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความผิดพลาด ส่วนสำหรับผู้นำ และผู้บริหารเองก็จะได้รับ ‘หลักฐานยืนยัน’ ว่าการฝึกฝนนั้นได้ผลจริงและคุ้มค่ากับการลงทุนไปจากแพลตฟอร์มของ ELSA เลย
สุดท้ายนี้โลกไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่เก่งที่สุดเสมอไป แต่ให้รางวัลกับคนที่ทำให้คนอื่นเข้าใจความเก่งของตัวเองได้ดีที่สุด และทำได้จริง เพราะฉะนั้นการเรียนภาษาอังกฤษในวันนี้ไม่ใช่แค่ ‘อ่านออกแปลได้’ แต่ต้องใช้ ‘สื่อสาร’ ในการทำงานได้จริง
Session: Confident Gap: AI เปลี่ยนคนเก่งที่ไม่กล้าพูด ให้ขับเคลื่อนธุรกิจได้
โดย คุณโชติจิณณ์ วีระเสรีวัฒนะ Director of Business Development, ELSA Thailand
สำหรับใครที่อยากรับฟังแบบจัดเต็มทุก Session สามารถรับชมย้อนหลัง ในรูปแบบออนไลน์ทุกเซสชัน ได้ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. - 31 ต.ค. 2026

หรือถ้าใครยังไม่มีบัตร สามารถซื้อบัตรดูย้อนหลังได้ที่ Zipevent


