ถอดวิธีคิด ท้อฟฟี่ x เตยยี่ เมื่อชีวิตคือการ ‘ด้นสด’ บนความจริง แยกแยะกระบวนการ เลิกท้อกับผลลัพธ์ แล้วเริ่มต้นจาก ทำ > ทำได้ > ทำได้ดี

อีกหนึ่งบทเรียนชีวิตของ ท้อฟฟี่ x เตยยี่ ใน Session: คำถามบันดาลใจ เพื่อหาความหมายของชีวิต ที่งาน LONG LIFE FEST ที่อยากส่งกำลังใจและแนวทางการรับมือเรื่องที่ควบคุมไม่ได้และไม่ลืมที่จะกลับมารักตัวเอง

Last updated on ต.ค. 4, 2026

Posted on ต.ค. 4, 2026

ความหมายของการมีชีวิตอยู่ของคุณคืออะไร

ชีวิตที่มีความหมายเริ่มต้นเมื่อเราตระหนักว่า “ชีวิตเราเป็นของเรา เราต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเอง” เราต้องเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง และรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของเรา ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบไหนก็ตาม เราจะเป็นคนที่เคารพการตัดสินใจของตัวเอง ขณะเดียวกัน ก็มองเห็นความเชื่อมโยงของชีวิตเรากับชีวิตผู้อื่นด้วย ไม่ได้มองแต่ชีวิตของเราอย่างเดียว แต่รู้ว่าเรามีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะเราเชื่อมโยงสัมพันธ์กับผู้คน

หลายครั้งที่คนเรามีปัญหาในชีวิต จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เพราะเรื่องนั้น ‘เป็นแบบนั้นจริง ๆ’ แต่เป็นเพราะเรา ‘เชื่อ’ ไปเองว่ามันเป็นแบบนั้น      

เราต้องแยกให้ออกว่า อะไรคือความจริง อะไรคือความเชื่อ ความจริงคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ข้อเท็จจริง แต่ความเชื่อคือสิ่งที่เราคิดไปเอง สิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น หรือความเห็นของเรา อย่าเอา 2 อย่างนี้มาปนกัน

ชีวิตก็คือการด้นสด (Improvisation) ที่มีหลักการคือ ไม่ว่าจะสถานการณ์แบบไหน ชีวิตจะโยนบทแบบไหนมาให้เรา เราต้องโอบรับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยไม่ต่อต้าน ไม่ฝืน ยอมรับว่ามันเกิดขึ้นแล้ว นี่คือเงื่อนไขสำคัญของ Improvisation ไม่มีการบอกว่า มันไม่ได้เกิดขึ้น ไม่เอาได้ไหม ต้องยอมรับ “ความจริง” อย่างไม่มีเงื่อนไข พยายามทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้มันเป็น แล้วหาทางไปต่อด้วยประสบการณ์ ความรู้ ทัศนคติ ทรัพยากร รวมทั้ง “ความเชื่อ” บนพื้นฐานความเป็นจริง

มีแต่ “ความจริง” อย่างเดียว ก็จะไม่มีแรงขับเคลื่อนให้ไปต่อ ไม่มีใจที่อยากจะไป เพราะบางทีเราก็ต้องเผชิญความจริงที่โหดร้าย แต่ถ้ามีแต่ “ความเชื่อ” อย่างเดียว ก็จะเป็นการคิดไปเอง หลอกตัวเอง ไปอย่างไม่มีทิศทาง แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ดังนั้น จึงต้องมีทั้ง “ความจริง” และ “ความเชื่อ” ควบคู่กัน แยกให้ออก และใช้จัดการชีวิตไปควบคู่กัน

สมัยนี้คนอ่านอะไรนิดหน่อยแล้วรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจเรื่องนั้นทะลุปรุโปร่ง คุณท้อฟฟี่มองปรากฏการณ์นี้ยังไง

ต้องแยกให้ออกระหว่าง ‘รู้ลึก’ กับ ‘รู้แล้ว’

รู้ลึก คือ ลงมือทำด้วยตัวเองได้อย่างเชี่ยวชาญ พลิกแพลงได้ เพราะผ่านประสบการณ์มาเยอะจนเชื่อมโยงความรู้ต่างๆ ได้ จนพัฒนาจาก Knowledge กลายเป็น Wisdom คนที่รู้ลึกจะรู้สึกถ่อมตน ตัวเล็ก เพราะยิ่งรู้เยอะยิ่งรู้ว่ามีอีกมากที่ยังไม่รู้ เมื่อรู้ลึกจึงถ่ายทอดให้คนอื่นเข้าใจได้ ต่อยอดสร้างประโยชน์ได้ ที่สำคัญ คนที่รู้ลึกจะขวนขวายอยากจะรู้เพิ่ม อยากจะเก่งขึ้น อยากจะพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีก

รู้แล้ว คือ ทำได้บางส่วน แต่คิดว่ารู้หมดแล้ว คิดว่าทำได้เก่งแล้ว อาจจะยังไม่ได้ลงมือทำเองทั้งหมด แต่ใช้การดูเขาทำ จำเขามา และคิดไปเองว่าเข้าใจหมดแล้ว ยังไม่สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่รู้มากับเรื่องอื่นๆ ได้ รู้มานิดๆ หน่อยๆ พูดเยอะ แต่ไม่มีหลักฐานว่าทำได้สำเร็จ ประโยชน์ที่ได้อยู่แค่ตัวเอง เอาไว้เขียนในเรซูเม่ แต่ทำประโยชน์อื่นไม่ได้ คนที่รู้แล้วมักจะตัวพอง คิดว่าตัวเองแน่ และไม่ได้อยากเรียนรู้เพิ่ม เพราะคิดว่ารู้หมดแล้ว

หลายคนตั้งใจทำอะไรสักอย่างเต็มที่ แต่พอผลลัพธ์ยังไม่ออกมาไวอย่างที่หวัง ก็เริ่มท้อและอยากเลิกกลางทาง ทั้งคู่มีวิธีมองสถานการณ์แบบนี้ยังไง

คุณท้อฟฟี่ และคุณเตยยี่ มีฝากไว้ 2 หลักการ 

หลักการแรกคือ แยกให้ออกระหว่าง ความตั้งใจ กระบวนการ และผลลัพธ์ ทั้ง 3 อย่างนี้มีความเชื่อมโยงกัน แต่ก็ไม่ได้สัมพันธ์กันเสียทีเดียว หลายครั้งเวลาที่ผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นจริง เรามักเหมารวมว่าทุกอย่างแย่ไปหมด ซึ่งจริงๆ แล้ว มันอาจจะไม่ได้แย่ไปทั้งหมด หรือเวลาที่เราตั้งใจทำอะไรมากๆ ก็อาจจะเหมารวมว่าผลลัพธ์ต้องออกมาดี ซึ่งการที่ผลลัพธ์จะดีนั้นมีหลายปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งที่เราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้

เราต้องมีความตั้งใจดีเป็นที่ตั้ง และหากระบวนการที่ถูกต้อง ซึ่งกระบวนการที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่ต้องค้นหา ลองผิดลองถูก อย่างน้อยที่สุด เราต้องควบคุมความตั้งใจดี และควบคุมกระบวนการที่คิดมาถี่ถ้วนแล้ว แต่สุดท้าย ต้องปล่อยวางกับผลลัพธ์ เพราะนอกจากเราแล้ว อาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อผลลัพธ์อีก

ขณะเดียวกัน ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาแบบไหน เราต้องกลับมาถอดรหัสเรียนรู้ว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้น สัมพันธ์กับกระบวนการและความตั้งใจหรือไม่อย่างไร ถ้าเข้าใจแบบนี้ เราจะไม่เหมารวมไปหมดว่าผลลัพธ์แย่มาจากตัวเราที่แย่ หรือความตั้งใจดีต้องแปลว่าทำทุกอย่างถูกต้องจนได้ผลลัพธ์ที่ดี ไม่เกี่ยวกัน

อีกหลักการที่อยากฝากไว้คือ “ทำ ทำได้ ทำได้ดี” เวลาเราทำสิ่งใหม่ เราอาจจะคิดว่ามาถึงเราต้องทำได้ดีทันที แต่จริงๆ แล้ว ทุกอย่างเริ่มต้นจาก “ทำ” เราลงมือทำหรือยัง แล้วเมื่อลองทำ เราจะรู้ว่า เรา “ทำได้” หรือ “ทำไม่ได้” แต่มันต้องเริ่มต้นที่ “ทำ” ก่อน

หลายครั้งเราอาจจะเจอก็ได้ว่า สิ่งที่เราเคยคิดว่าทำไม่ได้ ไม่ใช่สิ่งที่เราถนัด แต่เมื่อลองทำ ปรากฏว่าทำได้ ก็ต้องชื่นชมตัวเองแล้วที่ไม่ปิดกั้นตัวเอง ไปจนถึงถ้าลองทำแล้วพบว่า “ทำไม่ได้” อย่างน้อยก็ได้ลองแล้ว และเมื่อเราสั่งสมประสบการณ์มากขึ้น ฝึกฝน ลองผิดลองถูก ให้เวลากับมันมากพอ เราจะอยู่ในจุดที่ “ทำได้ดี” อย่าข้ามขั้นว่าทำอะไรแล้วต้องทำได้ดีหมด ให้เริ่มต้นจาก ทำ ทำได้ และทำได้ดี ตามลำดับ


บทสรุปส่งท้าย ถ้าให้ฝากการบ้าน 1 คำถามให้ผู้อ่านกลับไปถามตัวเองในวันนี้

ทั้งคู่ให้คำถามชวนคิดที่น่าสนใจไว้ว่า คำถามที่จะฝากเป็นคำถามที่ธรรมดามาก แต่มีความหมาย นั่นคือถามว่า “เป็นไงบ้าง มีอะไรอยากเล่าให้ฟังไหม”

คำถามนี้มักเป็นคำถามที่เราใช้ถามคนอื่น โดยเฉพาะคนที่มีความหมายกับเรา คนที่เราเป็นห่วง และรอคอยจะได้คุยกับเขา อยากฟังเขาจังเลยว่าเขาเป็นอย่างไร ไปเจออะไรมา รู้สึกอย่างไร เราจะตั้งใจฟัง แต่บางครั้งคำถามเดียวกันนี้ เราอาจจะไม่ค่อยได้ถามตัวเองว่า “เป็นไงบ้าง มีอะไรอยากเล่าให้ฟังไหม” ซึ่งจริง ๆ การที่เราได้ถามตัวเองแบบนี้ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น รู้เท่าทันตัวเอง และเป็นการรักตัวเอง เพราะเราฟังเสียงของเราเอง เราให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรารู้สึกไม่ต่างกับที่เราแคร์คนอื่น เราไม่หลงลืมตัวเอง เมื่อเราถามตัวเองด้วยคำถามว่า “เป็นไงบ้าง มีอะไรอยากเล่าให้ฟังไหม” บ่อย ๆ จนเราเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองได้ดี เรียนรู้ที่จะให้ความสำคัญกับตัวเองและรักตัวเองได้ดี เราจะสามารถดูแลคนอื่นได้ดีขึ้น


บทสรุปที่มีความหมายจากงาน LONG LIFE FEST

Session: คำถามบันดาลใจ เพื่อหาความหมายของชีวิต

  1. คุณประภัสสร กาญจนสูตร Thai Artist “TEXT ART”
  2. คุณชญาน์ทัต วงศ์มณี Chief Storytelling Officer บริษัท ปีตี พีอาร์ จำกัด และนักเขียนเพื่อนทางใจของมนุษย์ทำงานเพจ “ท้อฟฟี่ แบรดชอว์”

✍🏼 ผู้เขียน: ชญาน์ทัต วงศ์มณี
🔍 เรียบเรียง: กิตติภพ ปานล้ำเลิศ
💡 บรรณาธิการ: ชญานิศ จำปีรัตน์

trending trending sports recipe

Share on

Tags