วันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีคนทำงานหลายคนที่ยัง ‘ติดกับดัก’ กับกรอบความคิดเดิม ๆ หรือกลัวการเปลี่ยนแปลง จนกลายเป็นกำแพงในการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ
เพราะธรรมชาติของคนมักชอบกลับไปทำตามความเคยชินเดิม ๆ มากกว่าการเปิดรับสิ่งใหม่ จนทำให้คนทำงานไม่สามารถดึงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ แล้วถ้าเป็นแบบนี้ เราจะเปลี่ยนตัวเองได้ยังไงบ้าง?
ในหนังสือ Coachable: How the Greatest Performers Reach Their Highest Potential ที่เขียนโดย Ric Bucher มีบอกแนวทางการก้าวข้ามกรอบความคิดเดิม เพื่อเพิ่มศักยภาพในตัวเราให้มากขึ้น
5 วิธีคิดที่ถอดบทเรียนมาจากนักกีฬาระดับโลก ที่สามารถเอามาปรับใช้กับการทำงานในยุคนี้ได้เลย
1. ยอมรับจุดอ่อนที่เห็น แล้วเปลี่ยนให้เป็นความเชื่อมั่นในตัวเอง
‘จุดอ่อน’ เป็นหนึ่งในสิ่งที่คนทำงานหลายคน ชอบมองข้าม หรือบางครั้งก็มองไม่เห็นด้วยซ้ำว่ามีอยู่ จนทำให้ส่งผลเสียตามมา เช่น การตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือการบริหารจัดการที่ไม่แน่นอน สิ่งสำคัญจริง ๆ ไม่ใช่การมองข้าม หรือไม่ยอมรับ แต่คือการ ‘เผชิญหน้ากับมัน’ เพื่อเปลี่ยนจุดอ่อนนั้น ให้เป็นความเชื่อมั่นที่มากขึ้น ด้วยการลงมือทำ
เพราะเมื่อทำสิ่งท้าทาย หรือผ่านอุปสรรคจนสำเร็จได้ จะเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างความมั่นใจ ถึงจะเจอความล้มเหลวบ่อยหน่อยในตอนแรก ๆ แต่การพยายามจนก้าวข้ามมาได้ จะทำให้เรามีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้นนั่นเอง
นักกีฬาระดับโลกที่ยึดมั่นแนวคิดนี้ คือ ‘Stephen Wardell Curry’ แชมป์ NBA 4 สมัย และเจ้าของสถิติการทำสามแต้มมากที่สุดตลอดกาล หลายคนอาจมองว่า Stephen มีพรสวรรค์ในการทำคะแนนแบบสามแต้ม ที่ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ก็ดูเหมือนจะโยนลงห่วงทุกครั้ง แต่ในความเป็นจริงในช่วงมัธยม Stephen มีจุดอ่อนคือรูปร่างที่เล็ก และวิธีในการยิงที่เสี่ยงถูกบล็อก
แทนที่จะยอมแพ้ แต่ Stephen กลับเลือกเผชิญหน้ากับจุดอ่อนนั้น ด้วยการฝึกฝนท่ายิงใหม่หมด! ตั้งแต่ฝึกคำนวณแรงส่ง และปรับระยะยิงใหม่ ไปจนถึงคิดท่ายิงที่เฉพาะตัว การปรับปรุงจุดอ่อนได้ถูกจุด ก็สร้างความเชื่อมั่น และทำให้เขาเป็นตำนานที่ทำคะแนนสามแต้มสูงสุดตลอดกาลของ NBA ไปแล้ว
การเผชิญหน้ากับจุดอ่อนอาจไม่ให้ผลลัพธ์ในทันที แต่เมื่อเราก้าวข้ามมันได้ มันจะสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น เหมือนกับการทำงานในวันนี้ การยอมรับว่าเรามีจุดอ่อน มีสิ่งที่ไม่รู้ ไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย เพราะมันคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเก่งขึ้น และพัฒนาได้ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่า คือการที่เราไม่เคยยอมรับว่าเรามีจุดอ่อน และไม่ยอมพัฒนาตัวเองในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วต่างหาก
2. อย่าปล่อยให้จุดแข็งที่มี กลายเป็นกับดักที่ขวางการเติบโต
บางครั้งจุดแข็ง ที่เราฝึกฝนมากมายเพื่อให้ได้มา ก็อาจจะกลายเป็นจุดอ่อนได้เหมือนกัน เพราะเรามักจะติดนิสัยในการใช้การตัดสินใจแบบเดิม หรือสิ่งที่เคยทำเป็นประจำมาใช้แก้ทุกปัญหา และไม่เลือกทางอื่น
นอกจากนี้เวลาที่เรายึดอยู่กับจุดแข็งมากเกินไป ทำให้เราติดอยู่ใน Comfort Zone แบบไม่รู้ตัว จนทำให้ในใจเราต่อต้านการพัฒนา หรือการลองทำสิ่งใหม่ ที่แม้อาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเป็นจุดแข็งของเราในอนาคตหรือเปล่า และอาจกลายเป็นอคติใหญ่ที่ทำให้เราไม่กล้าก้าวออกไปทำอะไรเลย
ยกตัวอย่างกรณีของ ‘Richard Jefferson’ อดีตนักบาสอาชีพในลีก NBA ที่ตอนนี้ผันตัวมาเป็นนักวิเคราะห์บาสเกตบอล และผู้ดำเนินรายการ ESPN (Entertainment and Sports Programming Network) จุดแข็งของ Richard คือเป็นคนที่เฮฮา มีอารมณ์ขัน และตลก
สมัยที่เขายังเป็นนักกีฬา เขามักใช้จุดแข็งนี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในทีมให้สนิทกันมากขึ้น และบางครั้งก็ใช้เพื่อลดสถานการณ์ที่อาจตึงเครียดภายในทีม แต่เมื่อ Richard เข้าสู่วงการสื่อกีฬา ความอยากล้อเล่นและทำตัวติดตลก ทำให้โปรดิวเซอร์โทรทัศน์กังวลว่า เขาอาจพูดอะไรไม่เหมาะสม หรือทำให้ผู้ชมรู้สึกไม่จริงจัง นั่นเลยทำให้เขาต้องพยายามบาลานซ์จุดแข็งที่มี ให้ใช้อย่างพอดี และไม่มากเกินไป จึงทำให้ตอนนี้เขาเป็นผู้ดำเนินรายการ ESPN ได้อย่างเหมาะสม
ในเชิงการทำงานเช่นกัน บทความจาก Forbes ยกตัวอย่างไว้ว่า ถ้าเราเป็นคนเด็ดขาด เมื่อเจอปัญหา จะพุ่งตัวไปข้างหน้าเพื่อหาทางออกที่ใช้งานได้ทันที แต่จริง ๆ แล้วแนวทางที่รอบคอบ และเป็นระบบมากกว่า คือการใช้เวลาเพื่อปรึกษากับคนอื่น ที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยประหยัดแรง และลดความวุ่นวายลงได้ เพราะฉะนั้นจงสำรวจให้ดีว่า ตอนนี้เราใช้จุดแข็งแบบพอดีในการทำงานแล้วใช่ไหม หรือจริง ๆ แล้วกำลังใช้มันมากเกินไปแบบไม่รู้ตัว
3. อย่าลืมความหมายของการเริ่มทำ
คนทำงานทุกคนคงมี ‘เป้าหมาย’ ที่อยากทำให้สำเร็จ เพราะคิดว่ามันจะทำให้เรามีความสุข และรู้สึกมีคุณค่า แต่บางครั้งเรากลับไม่รู้สึกว่ามันเพียงพอ และโหยหาความสำเร็จมากกว่าเดิม จนเป้าหมายที่เหมือนจะทำให้เรามีความสุข กลับทำให้เรามีความทุกข์แทน
Dr. Tal Ben-Shahar ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวก บัญญัติคำว่า ‘ความเข้าใจผิดเรื่องการบรรลุเป้าหมาย (Arrival Fallacy)’ ขึ้นมา เพื่ออธิบายว่า การที่เราไปถึงเป้าหมาย และคิดว่าหลังจากนั้นจะได้รับความรู้สึกเติมเต็มที่ตามมาในระยะยาว แต่ในความเป็นจริง ความสุข ความสำเร็จ หรือความพึงพอใจนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็วมากจนเราคาดไม่ถึง และนั่นทำให้บางครั้งการที่จะไปถึงเป้าหมายในครั้งต่อ ๆ ไปมันเพิ่มความกดดัน กดทับใจเรามากกว่าเดิม จนเราอาจหมดไฟไปก่อน
สิ่งสำคัญที่จะช่วยดึงเรากลับมาได้คือการถามตัวเองว่า ‘ทำไมเราถึงเริ่มทำสิ่งนี้’ ก่อนที่เสียงวิจารณ์รอบข้างหรือความคาดหวังจะทำลายความหมายของมัน
ยกตัวอย่างนักกีฬาเซิร์ฟอย่าง ‘Caroline Marks’ ที่เริ่มเล่นเซิร์ฟเพราะต้องการใช้เวลากับพี่ชาย และพ่อแม่ แต่ความสามารถของเธอก็ดีจนคนรอบข้างเริ่มให้การชื่นชม จนก้าวขึ้นมาเป็นนักกีฬาโต้คลื่น แต่เสียงชื่นชมเริ่มกลายเป็นความคาดหวัง เมื่อ Caroline ไปโอลิมปิกโตเกียวในฐานะนักเซิร์ฟหญิงอันดับสองของโลก แต่กลับได้อันดับที่สี่ ซึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจ แถมโดนตัดสินเรื่องรูปร่าง หน้าตา จากที่เคยเล่นเพื่อความสนุก กลับเปลี่ยนเป็นเล่นเพื่อตอบความคาดหวังของกองเชียร์
ครอบครัวของ Caroline เลยพาเธอตัดขาดจากโลกโซเชียลเพื่อไปพักใจอย่างแท้จริง และทำให้เธอได้พบกับเหตุผลแรกในการเล่นเซิร์ฟอีกครั้ง ความกระตือรือร้นที่กลับมา ทำให้ Caroline คว้าแชมป์ World Surf League และเหรียญทองโอลิมปิกได้ในที่สุด
ก็เหมือนกับการทำงานในปัจจุบัน หลายครั้งที่เราวิ่งไล่ตามเทรนด์ เครียดกับการทำงาน หรือเครียดกับ KPI จนหลงลืมเป้าหมายในวันแรกของการทำงานไป ดังนั้นจงให้เวลากับตัวเอง ได้กลับมามองจุดเริ่มต้นของการลงมือทำ เพราะเมื่อเราเข้าใจความหมาย และคุณค่าของสิ่งนั้น มันจะช่วยให้เรามีแรงเดินหน้าต่อได้แบบที่ไม่หลงลืมตัวเอง
4. อย่าปล่อยให้งาน กลายเป็นตัวตนทั้งหมดของชีวิต
หลายครั้งเรามักจะถูกตั้งคำถามเสมอว่า ‘เราอยากเป็นอะไร’ จนต้องไล่ล่าตามหาสิ่งที่ต้องเป็นให้ได้ และบางครั้งเมื่อได้มา เรากลับปล่อยให้งานนั้นมากลืนกินตัวตนของเรามากเกินพอดี
คนส่วนใหญ่ที่ผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับงานอย่างเดียว มีแนวโน้มที่จะทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการทำงานจนเสียสมดุลในเรื่องอื่น ๆ ของชีวิต และที่น่ากลัวที่สุดคือ คนประเภทนี้จะจิตใจพังทลายได้ง่าย เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงในหน้าที่การงาน เช่น การถูกเลิกจ้าง หรือการถูก AI เข้ามาลดบทบาท
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นทุกวัน การมีตัวตนที่แข็งแรงนอกเหนือจากบทบาทการทำงานจึงเป็นเรื่องสำคัญ เราควรถามตัวเองบ้างว่า นอกจากอาชีพที่ทำอยู่แล้ว เราอยากเติบโตเป็นคนแบบไหน อยากเรียนรู้อะไร และอยากใช้ชีวิตอย่างไร
ยกตัวอย่างจากกรณีของ ‘Rose Zhang’ โปรกอล์ฟดาวรุ่งผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่มีพรสวรรค์มากที่สุดคนหนึ่งในวงการกอล์ฟหญิง หลายคนคาดหวังให้เธอทุ่มเททุกอย่างเพื่อการเป็นนักกีฬาอาชีพ แต่ Rose กลับเลือกเส้นทางที่ต่างไป คือเธอตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่ Stanford University ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะด้านกีฬา เพราะเชื่อว่าชีวิตของเธอควรมีความหมายมากกว่าการเป็นนักกอล์ฟเพียงอย่างเดียว
จุดเปลี่ยนสำคัญอีกอย่างนอกจากจะไม่ทำตามสิ่งที่คนรอบข้างบอกแล้ว คือการที่ Rose ได้พบกับ Anne Walker (โค้ชกอล์ฟของมหาวิทยาลัย) ที่มองเห็นคุณค่าในตัวเธอมากกว่าผลงานในสนาม Anne ไม่ได้สนับสนุนให้ Rose เป็นเพียงนักกีฬาที่เก่งขึ้น แต่สนับสนุนให้เธอเติบโตในฐานะมนุษย์คนหนึ่งด้วย
การทำงานก็เหมือนกัน อย่าปล่อยให้งานหรือความสำเร็จกลายเป็นตัวตนทั้งหมดของเรา เพราะงานอาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ แต่คุณค่า ความเชื่อ และตัวตนของเรา คือสิ่งที่ทำให้เราก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าบทบาทการทำงานจะเปลี่ยนไปหรือไม่ก็ตาม
5. เลิกโฟกัสแค่ตรงหน้า แต่ต้องถอยออกมามองให้กว้างขึ้น
ความกังวลในที่ทำงานเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ แต่รูปแบบที่สร้างความรบกวนได้มากที่สุดคือ ‘ภาวะวิตกกังวลแบบมองเห็นเป็นอุโมงค์ (tunnel vision anxiety)’ มันเปรียบเหมือนกับการที่เราเข้าอุโมงค์ โฟกัสของเราจะแคบลง และทำให้ลำดับความสำคัญ มุมมอง หรือรายละเอียดอื่น ๆ จะหายไป เหมือนกับเราถูกกักอยู่กับปัญหาใหญ่
บทความจาก Axiom Medical บอกว่า สำหรับอาการในที่ทำงานอาจแสดงผ่าน 4 พฤติกรรมนี้
- การหมกมุ่นอยู่กับความผิดพลาดเรื่องเดียว และคิดถึงมันซ้ำ ๆ ในหัว
- การยึดติดกับการนำเสนองานที่กำลังจะมาถึงจนถึงจุดที่ละเลยงานอื่น ๆ
- การต่อต้านที่จะรับฟัง หรือประมวลผลข้อเสนอแนะ แต่มุ่งไปที่การอยากปกป้องไอเดียเพียงอย่างเดียว
- การพลาดเป้าหมายใหญ่ เพราะมัวแต่สนใจอยู่กับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ มากไป
อาการเบื้องต้นนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณเริ่มที่จะเข้าข่าย ‘ภาวะวิตกกังวลแบบมองเห็นเป็นอุโมงค์ (tunnel vision anxiety)’ แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำคือการ ‘ถอย’ ออกมามองภาพใหญ่นอกอุโมงค์ เมื่อเห็นภาพที่ใหญ่ขึ้น เราก็จะสามารถก้าวข้ามความมืดของมันไปได้อย่างแข็งแรง และมีทิศทาง
ยกตัวอย่างเหมือน ‘Dirk Nowitzki’ ตำนานนักบาสเกตบอล NBA ปี 2007 ที่ได้รับรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า (MVP) แต่ในเวลาเดียวกัน ทีมก็พ่ายแพ้ตกรอบแรกในเพลย์ออฟอย่างช็อกโลก ซึ่งถือเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดในอาชีพ แต่แทนที่จะติดอยู่กับความพ่ายแพ้ Holger Geschwindner โค้ชคู่ใจของเขากลับทำสิ่งที่ตรงกันข้าม คือ พาทีมเข้าไปในชนบท เพื่อเปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการมองเรื่องบางเรื่อง ซึ่งมันทำให้ Dirk ได้กลับมามองภาพใหญ่ของชีวิต และเข้าใจว่าความพ่ายแพ้เป็นเพียงแค่เรื่องหนึ่งที่ต้องเจอ แต่ไม่ใช่จุดจบของโลก จนสุดท้าย Dirk ก็สามารถนำทีมคว้าแชมป์ NBA ในปี 2011 ได้
หากลองมองในมุมของคนทำงาน มีหลายครั้งที่เรามักผิดพลาด เสียใจที่ทำไม่ได้อย่างที่หวัง แต่จงจำไว้ว่าสิ่งสำคัญคือ ‘ความผิดพลาดไม่ใช่ความล้มเหลว’ แต่มันคือสิ่งที่จะทำให้เราเรียนรู้ และไม่พลาดซ้ำอีก เมื่อเราถอยตัวเองออกมาจากอุโมงค์ได้เมื่อไหร่ ก็จะเห็นทางออกมากมายรายล้อมอยู่ และช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงขึ้น
แปล เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี
ที่มา
- 5 athlete mindsets to unlock your full potential
- Don't Let Your Strength Become A Weakness
- The Overlooked and Misunderstood Arrival Fallacy
- The Dangers of Over-Identifying With Your Job
- Tunnel Vision Anxiety in the Workplace: Signs, Causes, and How to Manage It