ยุคที่ใคร ๆ ก็พูดถึง AI ใช้แก้ปัญหาระบบ ใช้เพิ่ม Productivity ใช้เพิ่มกำไรของธุรกิจได้ ฟังดูเหมือนจะเป็นคำพูดสำหรับอัจฉริยะ, คนที่เก่งเทคโนโลยี หรือมี Tools ที่ครบครันอยู่ในมือ แต่คำถามก็คือว่า แล้วถ้าเราเป็น ‘คนธรรมดา’ เราจะสามารถชนะ AI ยังไงได้บ้าง?
มาฟังคำตอบในเซสชัน David vs. Goliath in the AI Era: พิมพ์เขียวคนธรรมดาและ SMEs สู้แล้วชนะในยุค AI โดยคุณธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการ และ กรรมการอิสระ บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), ผู้ก่อตั้ง House of Wisdom (H.O.W) และเจ้าของเพจ “เขียนไว้ให้เธอ” และ คุณกระทิง พูนผล Co-founder, HOW Club ที่จะมาให้คำตอบว่า คนธรรมดาควรปรับตัว เพิ่มประสบการณ์ สร้างโอกาสอย่างไร ให้ชนะ AI แบบที่ทำตามได้เลยทันที
1. อยากรอดในยุค AI ต้องสะสมจุดในชีวิตให้เยอะที่สุด
จุดสำคัญที่เราเห็นตรงกันก็คือ AI ทำงานเป็น Pattern เป็นระบบ แต่ถ้าเราเป็น ‘คน’ ข้อได้เปรียบของเราคือการเชื่อมโยงที่ไม่มีข้อจำกัด จากจุดนึงไปอีกจุดหนึ่ง แบบที่ AI ก็คิดไม่ถึง
คุณโจ้ ธนาบอกเราว่า ยิ่งเราเป็นมนุษย์เรายิ่งต้องมั่ว เพราะ AI ไม่มั่ว การมั่วของมนุษย์คือการต่อจุด ถ้าเราอยากอยู่รอดได้ เราต้องมีจุดเยอะมาก ๆ และต่อจุดไปเรื่อย ๆ
ซึ่งจุดที่ว่านี้ถูกแบ่งออกได้เป็น 3 เรื่องคือ
จุดที่ 1 คือ Skills Set >
เราต้องมี Skills มากมาย เก่งหลายเรื่อง ยิ่งเก่งมากก็ยิ่งมีจุดมาก และจะสามารถเชื่อมโยงกันได้
ยกตัวอย่างจาก Steve Jobs ที่เคยไปเรียนประดิษฐ์อักษรสวยงามมาในตอนเด็ก ๆ จนได้เอามาต่อยอดมาออกแบบเรื่อง Font ในคอมพิวเตอร์ และสร้างความแตกต่าง และโดดเด่นออกมาได้ในยุคนั้น
จุดที่ 2 คือ ประสบการณ์ >
สิ่งสำคัญของจุดนี้คือความเจ็บที่ตัวเราเจอ และผ่านมาแล้ว เช่น ทำการตลาดแล้วไม่เวิร์ก หรือเจอความล้มเหลวที่แก้ไขมาแล้ว ยิ่งเป็นประสบการณ์ที่มีบาดแผลใหญ่ ก็จะเป็นจุดใหญ่ และเชื่อมโยงกับจุดอื่น ๆ ได้มากขึ้น
จุดที่ 3 คือ ผู้คน >
เป็นคนทำงาน หรือธุรกิจ SME เราต้องมีคอนเนคชัน มีเพื่อน มีคอมมูนิตี้ของเราเอง ดังนั้นการออกมาเจอคนเยอะ ๆ การหาผู้คนที่สนใจเรื่องเดียวกัน หรือช่วยเหลือกันก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน
ยิ่งมีจุดมากเท่าไหร่ เราก็จะสามารถลากเส้นต่าง ๆ เชื่อมโยงกันได้ และก็จะเกิดความคิดสร้างสรรค์ที่ AI ก็ยังคิดไม่ได้ ดังนั้น เรื่องแรกที่สำคัญถ้าจะอยู่รอดได้ในยุค AI คือต้องสะสมให้เยอะที่สุด ทั้งจุดของ Skills Set, ประสบการณ์ และผู้คน แล้วเชื่อมโยงจุดเหล่านั้นให้ต่อกัน
2. อยากให้ AI เร่งธุรกิจให้โต ต้องเริ่มจากการมีพื้นฐานที่ดี และเป็นนักคิดที่เก่ง
คุณกระทิง พูนผล บอกเราว่า “AI ไม่สามารถช่วยให้นักธุรกิจที่มีพื้นฐานไม่ดี หรือนักธุรกิจไม่เก่งให้ไปได้แบบก้าวกระโดด แต่มันสามารถเร่งธุรกิจที่พื้นฐานดีและนักธุรกิจที่เก่งไปได้ไกลมากขึ้น”
ตอกย้ำให้เราเห็นว่า AI เป็นแค่เครื่องมือ ที่สุดท้ายจะไปไกลได้ก็ต้องกลับมาที่คนอยู่ดี แล้วการจะเป็น ‘นักธุรกิจที่เก่ง’ และ ‘มีพื้นฐานธุรกิจที่ดี’ มันต้องทำอะไรบ้าง? คุณกระทิงได้แชร์ ‘THE OUTLIER’S PLAYBOOK - 10 PRINCIPLES’ ให้เราได้เห็น แต่ขอยกมาพูด 4 ข้อจากทั้งหมด ดังนี้
สิ่งสำคัญแรกสุดที่เราต้องมีเลยก็คือ ใช้ AI สร้างความแตกต่างให้ได้ ประเทศไทยเองมีปัญหาคือเราชอบที่ใช้ AI เป็นแบบ Single Prompt คือสั่งคำสั่งครั้งเดียวแล้ว ใน Tools เดียวแล้วใช้เลย ต่างกับประเทศอื่น ๆ ที่จะใช้แบบ Multi Prompt ใช้หลายตัว ใช้หลายครั้ง กว่าจะเอาคำตอบ เพื่อจะสร้างความแตกต่าง เราจำเป็นจะต้องใช้ AI หลายตัวหลายอย่างเพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่ Prompt หนึ่งครั้งแล้วเอาคำตอบเลย
สิ่งต่อมาคือ ทักษะความเข้าใจใน AI อย่างลงลึกไม่ใช่แค่ผิวเผิน เช่น ตอนนี้คอขวดของการทำงานอยู่ที่ไหน เลือกหาคอขวดที่เป็นจุดถ่วงที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าช้า และใช้ AI เข้าไปช่วย แต่จุดสำคัญที่สุดก็คือต้องเลือก AI ให้ถูกตัว
คุณกระทิงแชร์ว่า Choose the right tools with the right job for the right problem เพราะหน้าที่การ Scope ปัญหาคือหน้าที่ของคน” เพราะ AI เป็นแค่ตัวช่วยที่จะแก้ปัญหา ดังนั้นระบุปัญหาให้ถูก แก้ให้ตรงจุด ก็จะเร่งธุรกิจให้โตเร็วกว่าคนอื่นได้
เรื่องที่สามคือ เรื่องของความเข้าใจ คุณเข้าใจลูกค้ามากน้อยแค่ไหน เข้าใจแค่แตะ ๆ หรือจริง ๆ เข้าใจลึกไปถึงวิธีคิด จิตใจ การตัดสินใจของลูกค้าหรือเปล่า ในธุรกิจ SME การเข้าใจลูกค้าให้ลึกนั้นมีข้อได้เปรียบมากกว่าองค์กรใหญ่ เพราะกว่าจะเปลี่ยนแปลงทั้งองค์กรเป็นเรื่องยาก ดังนั้นถ้าวันนี้คุณเป็นธุรกิจเล็ก หรือ SME นี่คือข้อได้เปรียบที่จะทำให้คุณสามารถแซงหน้าธุรกิจอื่น ๆ ได้ แต่ต้องลงไปทำความเข้าใจลูกค้าให้ลึกซึ้งจริง ๆ
เรื่องที่สุดท้ายคือ คุณต้องสร้าง Community ให้ได้ ที่ไม่ใช่แค่สร้างพื้นที่การซื้อขายแต่เป็นการสร้างพื้นที่ให้คนที่รักคุณอยู่กับคุณต่อ และอยากบอกต่อแบรนด์ให้คนอื่น ๆ เพิ่ม
AI ช่วยเร่งความเร็วก็จริง แต่ถ้าวิ่งเร็วแล้วไม่มีปลายทางสุดท้ายเราก็จะลงเหว ดังนั้นเราต้องกลับมาคิดเรื่องพวกนี้ให้มากขึ้น หมดยุคแล้วที่ทำให้ลูกค้าทุกคนชอบเรา เพราะยุคนี้สิ่งที่ต้องทำ คือทำให้คนที่รักเราอยู่กับเราและรักเราต่อไปเรื่อย ๆ ต่างหาก
3. ทำธุรกิจยุคใหม่ อย่าเริ่มที่การมองหากำไร แต่ต้องเริ่มจากการรู้ว่าปัญหาคืออะไร
คุณโจ้ เล่าให้เราฟังว่า จากที่เคยจัดงาน WTF Festival 2026 มาได้พบกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ๆ เยอะ จุดที่คล้าย ๆ กันที่เปลี่ยนคนธรรมดา ให้เป็นคนทำธุรกิจที่มูลค่ามากมายมีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อ คือ
เรื่องแรกคือ เรารู้กันว่าการทำธุรกิจต้องมี 2 เรื่องประกอบด้วยกันคือ Cash และ Customer แต่หลายธุรกิจมักมองแต่เรื่องเงิน จนลืมใส่ใจลูกค้า ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ๆ ทุกคน เริ่มการทำธุรกิจจากการมองหาวิธีแก้ Pain Point ของลูกค้า มากกว่าเงิน นี่คือจุดแรกที่จะทำให้ธุรกิจยุคใหม่ไปรอดได้
เรื่องที่สองคือ การพยายามสร้างความคุ้มค่า และความแตกต่างใน Segment ของสินค้าตัวเอง เช่น Pramy อาหารแมว ที่เห็นแล้วว่า อาหารแมวในทุกเชลฟ์มีแต่รูปแมว จึงสร้างความแตกต่างด้วยการเอารูปปลา ไก่ ปู มาอยู่หน้าซองเพื่อสร้างความแตกต่างบนเชลฟ์สินค้าอาหารแมว ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมาก
เรื่องที่สามคือ CEO Branding ยุคที่คนใช้ AI สร้างคอนเทนต์ มันทำให้คนที่เห็นไม่เชื่อ และปัดผ่าน สิ่งที่จะสร้างความเชื่อถือได้ก็คือ คนด้วยกันนี่แหละ ดังนั้นการทำ CEO Branding จึงเป็นเหมือนการสร้าง Connection ที่ทำให้คนรู้จักทั้งตัวตนเรา และแบรนด์ได้มากขึ้น เช่น คุณซัน เจ้าของห้างสหไทย การ์เด้น พลาซ่า สุราษฎร์ธานี ที่ทำ CEO Branding จนคนเข้าห้างสหไทยมากกว่า Central ซึ่งคุณโจ้บอกว่านี่คือข้อได้เปรียบของคนตัวเล็ก แต่สิ่งสำคัญเลยก้ก็คือต้องเริ่มลงมือทำก่อน เพราะไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยที่ไม่ทำอะไรเลย
เรื่องสุดท้ายคือ การทำให้พนักงานเป็นเหมือนชนเผ่าเดียวกัน แบรนด์ La Glace คือหนึ่งในตัวอย่างชั้นดี ที่ว่าทำไมคนในองค์กรเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน กลมเกลียวกันมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งผลักดันให้แบรนด์และธุรกิจเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ซึ่งความสัมพันธ์นี้ก็เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ เช่นกัน
คุณโจ้ ธนาแนะนำว่า AI ไม่ใช่ Tool ที่น่ากลัวที่สุด เพราะมีสิ่งที่น่ากลัวกว่าอย่างจีน, เศรษฐกิจ, วิกฤตเด็กเกิดน้อย, คู่แข่งทั่วโลก และแพลตฟอร์มที่เก็บค่าคอมมิชชันแพง ดังนั้น AI เป็นแค่ศัตรูอีกหนึ่งตัวที่เราต้องเจอ และเราสามารถเอาชนะมันได้
แล้วคนธรรมดาจะชนะ AI ในยุคนี้ได้ยังไง?
คำแนะนำของคุณกระทิง
คุณกระทิง บอกว่า ยุคนี้คือยุคที่ทุกคนต้องสร้างโชคด้วยตัวเอง ไม่ใช่รอให้โชคมาหา ดังนั้นการพัฒนาตัวเองในยุค AI คือการออกแบบโชคให้ได้ผ่าน 3 ข้อนี้
1. ต้องอยู่ในคอมมูนิตี้
การอยู่ในคอมมูนิตี้ที่ดี จะช่วยให้ตัวเราเก่งขึ้น พัฒนาได้มากขึ้น รู้เยอะขึ้น และจะทำให้ต่อจุดได้มากขึ้น
2. ต้องออกแบบโครงสร้างของการพัฒนา แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ
- ต้องรู้ความสามารถที่มี ทั้งตัวเองและของทีม และออกแบบระบบ
- ใช้วิธีคิด หรือใช้ระบบที่ตัวเองสร้างเพื่อมองหาโอกาสในการผลักดันให้ธุรกิจโต
เช่น การใช้ Qualitative Insights ในการมองหา Insight ที่ลึกกว่าแค่คนทั่วไปรู้ แทนที่เราจะรู้แค่ว่าการแบกกระสอบคืออะไร แต่ถ้าเรามี Insight เราจะรู้ว่าใครที่แบกกระสอบได้เร็วกว่ากัน และจะทำให้เราเหนือกว่าคนอื่น
ซึ่ง Qualitative Insights นี้สามารถหาได้จากคนที่เหมือนเป็นแฟนเก่าของบริษัทคู่แข่ง หรือ Talent ของคู่แข่งที่พึ่งผิดหวังจากคู่แข่งมาเหมือนกัน คนสองประเภทนี้จะช่วยให้เราได้ Insight ที่ลึก และมีประโยชน์ในการไปต่อยอดได้มาก
3. ตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่า ‘Why not me?’
ในยุคที่เศรษฐกิจแปรปรวน ไม่มั่นคง แต่โลกนี้ก็มีทั้ง Billionaire เพิ่มขึ้นจากเดิม 3 เท่าและมี Millionaire เพิ่มขึ้นกว่าเดิม 200 ล้านคน จงตั้งคำถามกับตัวเองเลยว่า ‘Why not me?’ และ ‘Why can't I be one of them?’ แล้วไปหาคำตอบให้เจอ ฝึกฝนพัฒนาตัวเองบ่อย ๆ และวันหนึ่งเราจะเป็นหนึ่งในนั้นได้
คำแนะนำของคุณโจ้
คุณโจ้ฝากให้เรามี 3 อย่างหลังตื่นนอนของทุกวัน คือ
1. ต้องอยากรู้อยากเห็น >
เราต้องสร้างความอยากรู้อยากเห็นด้วยตัวเองให้ได้ ตั้งคำถามบ่อย ๆ ฝึกเอ๊ะเยอะ ๆ แต่อย่าตั้งคำถามอย่างเดียว ต้องตามหาคำตอบด้วย การมีความอยากรู้อยากเห็นจะช่วยพัฒนาความคิดให้เราคิดได้เยอะขึ้น
2. ต้องมีวินัย >
ถ้าไม่มีวินัยเราจะไม่สามารถ Apply knowledge ได้ ต้องฝึกซ้อมบ่อย ๆ ไม่มีคนเก่งที่ไหนเก่งได้โดยไม่ฝึก ซึ่งการมีวินัยจะช่วยให้เราเอาชนะความขี้เกียจได้
3. ต้องมีความเห็นอกเห็นใจ >
AI คือเทคโนโลยีที่ไม่เห็นอกเห็นใจ ไม่เข้าใจคน ดังนั้นคนเองต้องรักษาความเป็นคนตรงนี้ไว้ ซึ่งความเห็นอกเห็นใจนี้ก็จะสู้กับความอคติหรือความเข้าข้างตัวเองที่ AI มีได้
🎤 Session: David vs. Goliath in the AI Era: พิมพ์เขียวคนธรรมดาและ SMEs สู้แล้วชนะในยุค AI
- คุณธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการ และ กรรมการอิสระ บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), ผู้ก่อตั้ง House of Wisdom (H.O.W) และเจ้าของเพจ “เขียนไว้ให้เธอ”
- คุณกระทิง พูนผล Co-founder, HOW Club