ความโหดของธุรกิจวันนี้ เท่ากับ “ทำเท่าเดิมได้น้อยลง ทำมากขึ้นก็ได้เท่าเดิม”
คุณเต ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม Managing Director, SUPALAI PLC เล่าให้เห็นภาพว่า เศรษฐกิจปีนี้โหดสุดและยากสุด โหดกว่าโควิดด้วย ตอนนั้นถ้ามียาเข้ามา คนกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ ทุกอย่างก็จบ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นมันยาวนาน และต่อเนื่อง บ้านเราไม่ได้มีตัวช่วยเหมือนประเทศอื่น การกลับมาพลิกฟื้นเศรษฐกิจของเราก็จะยากกว่าและช้ากว่า ทุกวงการในวันนี้กระทบหมด แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นมันต่างกัน
ยกตัวอย่างเช่น วิกฤตต้มยำกุ้งปี 97 ช่วงนั้นธุรกิจ Export ไปได้ดีมาก แต่ธุรกิจอื่นแย่หมด ต่างวงการ ผลกระทบขึ้นลงต่างกัน หรือในวงการเดียวกัน แต่ต่างองค์กร ผลกระทบก็ไม่เหมือนกันอีก อย่างวงการอสังหาภาพรวมตลาดมันลบ แต่ศุภาลัยยอดขายเรายังอยู่ในโซนบวกเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ
3 สิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญในช่วงวิกฤต
1. Cash flow สภาพคล่องทางการเงิน
สิ่งนี้คือ Decision factor ของผู้บริหารที่จะตัดสินใจต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง เช่น ถ้าเมื่อก่อนช่วงที่เราหนืด ๆ ไม่คล่องตัว เราต้องดูเรื่องภาระหนี้ จะจ่ายผู้รับเหมา จ่ายพนักงานยังไง เรื่องซื้อที่ดินใหม่ ๆ ไม่ต้องพูดถึงเลย
วันนี้ที่เราคล่องตัวกว่า เราเริ่มมองหาแล้วว่ามันมีโอกาสอะไรใหม่ ๆ เข้ามาที่เราจะฉกฉวยไว้ได้ เช่น เรื่องที่ดินตั้งแต่มีเรื่องภาษีที่ดินออกมา คนออกมาขายที่กันเยอะมาก ในขณะที่คนมีกำลังซื้อจริง ๆ ในตลาดมีแต่ 4 รายเท่านั้น เท่ากับเป็นโอกาสที่เราจะเก็บเกี่ยวได้
2. Maintain quality รักษาคุณภาพ = รักษาความเชื่อใจ
ในสภาพเศรษฐกิจที่มันวิกฤต ลูกค้าอยากได้ของถูกลงมาก ๆ ก็จริง แต่สิ่งที่ต้องระวังมาก ๆ คือ Value proposition ของแบรนด์เราที่ส่งมอบให้ลูกค้า คุณภาพต้องห้ามลด
Quality = Trust ความมีคุณภาพของเราคือสิ่งที่ลูกค้าไว้วางใจมาตลอด ถ้าสิ่งนี้หายไป หรือเรารักษาไว้ไม่ได้ ด้วยการไปลดราคา หรือบอกว่าเราส่งมอบของแค่ 95% แล้วคาดหวังว่าเค้าจะชอบเราเหมือนเดิม มันยาก เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้น ที่จะทำให้ Trust มันหายไป มันเอากลับคืนมายากมาก
3. Internal Improvement พัฒนาคนและกระบวนการ
จะทำได้ก็ต่อเมื่อข้อแรกเรื่อง cash flow ต้องมาก่อน เราถึงจะไปพัฒนาคน พัฒนา process ในองค์กรได้ เพื่อเตรียมพร้อมในการไขว่คว้าโอกาส
ในทุกวิกฤตมีช่องว่างให้คนที่พร้อมกว่าช่วงชิงโอกาสได้เสมอ
ตลาดอสังหา ยอดซื้อขายปีที่แล้วต่ำสุดในรอบ 20 ปี ช่วงดี ๆ แสนยูนิตต่อไป แต่ช่วงวิกฤต เหลือห้าหมื่นยูนิตต่อปี แต่มีคนรอซื้อเยอะมาก ปีนี้ Demand จะลดลง ฝั่ง supply ก็จะยิ่งลดลงไปมากกว่าเดิมอีก แต่แน่นอนว่าก็มี New Launch เกิดใหม่อยู่เรื่อย ๆ
อะไรก็ตามที่เรามองว่ามันเคย over supply จริง ๆ ตอนนี้มันถูก wipe out ไปหมดแล้ว ตอนนี้ภาพรวมตลาดคือขาด supply ด้วยซ้ำ ดังนั้นอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในทุกวิกฤต มันไม่ได้เป็นแบบที่เราคิดเสมอไป มันยังมีโอกาส มีช่องว่าง คนที่กลับมาได้คือคนที่แข็งแกร่งสุด
โอกาสสำหรับ new comer ที่เปิดกว้างมากขึ้น ดูจาก อนันดา/ Origin/ Assetwise ทั้งที่เริ่มมาจากช่วงตลาดซบเซา แต่ตัดสินใจเอาเม็ดเงินมาลงทุน แล้วก็มีโอกาสขยายตัวต่อมา จริงๆตอนนี้โอกาสนี้ก็ยังอยู่ อยู่ที่เราพร้อมเก็บเกี่ยวมั้ย
วิเคราะห์วงการเราให้ถ่องแท้ และเป็นปัจจุบันที่สุด มองไปข้างหน้าหลักปีอาจจะยาก ตอนนี้มองไปถึงข้างหน้าอีก 3-6 เดือน น่าจะดีกว่า
แม่นใน Positioning จุดยืนของแบรนด์ และจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง แล้วมองไปข้างหน้าด้วยว่าเราจะใช้จุดแข็งฉกฉวยโอกาสนั้นยังไง
ทำธุรกิจ ก็เปรียบเหมือนแข่งฟุตบอล วิกฤตมันบุกเรามาเรื่อย ๆ และนับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้น ต่อให้เราเปลี่ยนกองหลัง เน้นเกมส์อุดแผงหลัง เจอวิกฤตตอนนี้เข้าไป อย่างเก่งก็แค่เสมอ
ในวันนี้เล่นเกมส์เดิม ๆ อาจไม่เวิค ต้องหา Turning point จุดเปลี่ยนใหม่ หรือสร้างใหม่ไปเลย เดิมตั้งรับ เราอาจจะต้องการกองหน้าตัวใหญ่ ที่แข็งแรงกว่าเดิม หรือจะเปลี่ยนเป็นกองหน้าตัวเล็ก เน้นปราดเปรียว คล่องตัว บุกเร็ว แล้วเพิ่มตัวเตะ free kick เก่งๆเข้าไป ทั้งหมดอยู่ที่ Asset/ Resource ที่เรามี และวางคนให้ถูกที่ถูกจุด